อุปสรรคในการเข้าถึงหลักประกันทางสังคม สำหรับมารดาและครอบครัวแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย: ความท้าทายและข้อเสนอเชิงนโยบาย
อุปสรรคในการเข้าถึงหลักประกันทางสังคม
สำหรับมารดาและครอบครัวแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
: ความท้าทายและข้อเสนอเชิงนโยบาย
คำนำ
มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน
Labour
Rights Foundation (LRF) ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการนี้จนสำเร็จ
การศึกษานี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ กำลังใจ
และความทุ่มเทของบุคคลและองค์กรจำนวนมาก ขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (Gender and
Development Research Institute - GDRI) และองค์กรพันธมิตร สำหรับคำแนะนำ
ความเชี่ยวชาญ และแรงสนับสนุนตลอดการดำเนินงานวิจัย
การสนับสนุนและความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของทุกท่านเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแนวทางสำคัญในทุกขั้นตอน
LRF ขอยกย่องผู้เข้าร่วมให้ข้อมูลในการทำวิจัยทุกท่านที่ได้สละเวลาแบ่งปันประสบการณ์
ความคิดเห็น และมุมมองต่าง ๆ
ความมีน้ำใจและความเปิดเผยของท่านทำให้การศึกษานี้มีเนื้อหาที่เข้มข้นและสมบูรณ์มากขึ้น
นอกจากนี้ LRF
ยังขอขอบคุณแรงงานข้ามชาติที่ให้สัมภาษณ์สำหรับเวลาและการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานและมิตรสหายที่ให้ข้อเสนอแนะ กำลังใจ และแรงผลักดัน
ซึ่งช่วยปรับปรุงผลงานและเสริมสร้างผลลัพธ์ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
สุดท้ายนี้ LRF ขอขอบคุณ สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GDRI) ที่ให้ทั้งทรัพยากรและการสนับสนุนทางเทคนิคและโอกาสในการดำเนินโครงการวิจัยนี้
การมีส่วนร่วมของทุกท่านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของงานวิจัยฉบับนี้
จัดทำโดย: มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน
1 กันยายน 2568
ภายใต้โครงการ เร่งรัดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมสำหรับมารดาและผู้ปกครองที่ทำงาน
Accelerating the Social Welfare, Security, and Protection for Working
Mothers/Parents
สนับสนุนโดย Global Fund for Women
1.1 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
โครงการนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการคุ้มครองทางสังคมและหลักประกันสังคมสำหรับมารดาข้ามชาติที่ทำงานทั้งในภาคส่วนที่เป็นในระบบและนอกระบบในประเทศไทย
ซึ่งยังคงมีช่องว่างทางเพศสภาพอยู่
เนื่องจากขาดนโยบายและกรอบกฎหมายที่คำนึงถึงเพศสภาพ
ซึ่งช่วยให้พนักงานหญิงและพ่อแม่ที่ทำงานสามารถสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้
โครงการนี้ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับมารดาข้ามชาติที่ทำงานทั้งในภาคส่วนที่เป็นระบบและนอกระบบ
รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในสาขาการย้ายถิ่นฐานและโครงการประกันสังคม
ผลการสัมภาษณ์เผยให้เห็นว่ามารดาข้ามชาติทั้งในภาคส่วนที่เป็นในระบบและนอกระบบ
เผชิญอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงสิทธิประกันสังคมและการดูแลสุขภาพที่จำเป็น
ตั้งแต่การคลอดบุตรไปจนถึงระยะหลังคลอด
ผลการวิจัยจะแตกต่างกันไปในแต่ละภาคส่วนที่เป็นในระบบและนอกระบบ
แรงงานในระบบ เช่น แรงงานในโรงงาน ยังคงต้องจ่ายเงินเข้าระบบประกันสังคม
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่สามารถต่ออายุวีซ่าได้หลังจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568
ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ออกเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567
และมตินี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลเมียนมา
ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติบางส่วนจากภาคส่วนในระบบไม่สามารถยื่นขอหรือเข้าถึงสิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ระบุว่าปัญหาวีซ่าเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติในภาคส่วนในระบบในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากโครงการประกันสังคม นอกจากนี้ แรงงานนอกระบบ เช่น
แรงงานในภาคเกษตรกรรม ยังขาดความคุ้มครองจากประกันสังคม
เนื่องจากไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้ได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคมอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2556
กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการให้บริการทางการแพทย์และบริการสาธารณสุขแก่แรงงานข้ามชาติทุกคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนในโครงการประกันสังคม
ระบบนี้เรียกว่าโครงการประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ (MHIS) ซึ่งครอบคลุมบริการด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานที่โรงพยาบาลของรัฐสำหรับแรงงานข้ามชาติในภาคส่วนนอกระบบ
โครงการ MHIS ให้ความคุ้มครองประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานแก่แรงงานข้ามชาติในภาคแรงงานนอกระบบ
อย่างไรก็ตาม
โครงการนี้ไม่ครอบคลุมสิทธิลาคลอดหรือสวัสดิการคลอดบุตรแบบเงินสดสำหรับมารดาแรงงานข้ามชาติ
ผลการสัมภาษณ์ชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงเอกสารต่างๆ
เช่น วีซ่าหรือใบอนุญาตทำงาน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับมารดาแรงงานข้ามชาติ
ความรับผิดชอบนี้ไม่เพียงแต่เป็นของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนายจ้าง เช่น
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ซึ่งจำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของแรงงานข้ามชาติด้วย
นอกจากนี้
รัฐบาลควรจัดให้มีกลไกการติดตามและตรวจสอบสำหรับนายจ้างหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลในภาคแรงงานในระบบ
เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานข้ามชาติได้รับการลงทะเบียนประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้
ควรพยายามให้มั่นใจว่าแรงงานข้ามชาตินอกระบบ เช่น ภาคเกษตรกรรม ประมง ป่าไม้
และปศุสัตว์ สามารถเข้าถึงโครงการประกันสังคมเช่นเดียวกับแรงงานทำงานบ้าน
รวมถึงสิทธิประโยชน์การลาคลอด 98 วัน ตามที่ประกาศในกฎกระทรวงฉบับที่ 15 (พ.ศ.
2567) ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานทำงานบ้าน
1.2 ภูมิหลังของโครงการ
ประเทศไทยเป็นประเทศปลายทางสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยมีแรงงานข้ามชาติจากกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ประมาณ 5.3 ล้านคน
รายงานประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ปี
2024 ระบุว่ามีชาวเมียนมาประมาณ 1.3
ล้านคนเข้าสู่ประเทศไทยทั้งในรูปแบบที่มีเอกสารและไม่มีเอกสารในปี 2024
เพียงปีเดียว (ILO,
2024, หน้า
1)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดว่าทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐานอย่างเท่าเทียมกัน
ประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพสาธารณะหลากหลายระบบสำหรับประชาชนไทย
ได้แก่ โครงการสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (CSMBS) โครงการประกันสังคม
(SSS)
สำหรับลูกจ้างภาครัฐและเอกชน
และโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UCS) สำหรับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
การเข้าถึงบริการสุขภาพจัดให้ผ่านโครงการประกันสังคม (SSS) สำหรับกลุ่มแรงงานในระบบ
และโครงการประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ (MHIS) สำหรับกลุ่มนอกระบบ
มาตรา 33, 39 และ
40 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ให้ความคุ้มครองแรงงานในระบบ โดยมาตรา
33 ระบุคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้าร่วมประกันสังคมว่า บุคคลอายุ 15-60 ปี
มีสิทธิสมัครรับสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม มาตรา 39 และ 40
ระบุถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาลหากเกิดอันตรายหรือเจ็บป่วย
สิทธิประโยชน์การคลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต เงินสงเคราะห์บุตร บำนาญชราภาพ
และสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน
ในปี 2565 ILO, UNICEF,
IOM และ
UN
Women ได้ร่วมกันศึกษาความคุ้มครองทางสังคมในประเทศไทย
ผลการศึกษาพบว่าแรงงานในระบบสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม
ขณะที่แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ยังถูกกันออกไป
แม้จะมีสิทธิตามกฎหมายในการสมัครตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533
ก็ตาม
กองทุนประกันสังคมจัดให้มีความคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมมากที่สุดสำหรับแรงงานข้ามชาติ
ทว่าแรงงานในงานบ้านหรือชั่วคราว เช่น ภาคการเกษตรตามฤดูกาล ประมง และปศุสัตว์
ยังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้จะมีใบอนุญาตทำงานและใบอนุญาตพำนักตามกฎหมาย (ILO et
al., 2022, หน้า
86) การระบาดของโควิด-19 ยิ่งทำให้กลุ่มแรงงานนอกระบบมีช่องโหว่มากขึ้น
ต้องเผชิญทั้งการจ้างงานที่ลดน้อยลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น (Komin
et al., 2024, หน้า
3)
เพื่อสำรวจช่องว่างด้านประกันสังคมสำหรับแม่แรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
โครงการนี้ได้ศึกษาเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับจุดทับซ้อน (Intersectionality) ระหว่างเพศ
งานดูแล และความยุติธรรมด้านสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์
โดยเฉพาะในชีวิตของผู้หญิงชายขอบ เช่น แรงงานข้ามชาติ โดยตระหนักว่างานดูแลเด็ก
งานบ้าน และการดูแลผู้อื่นซึ่งผู้หญิงมักเป็นผู้รับผิดชอบ
ล้วนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โครงการนี้จึงมุ่งปรับกรอบนโยบายและทัศนคติของสังคม
ไม่ให้มองว่าภาวะแม่เป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ควรถือเป็นเรื่องสาธารณะที่ต้องได้รับการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง
วัตถุประสงค์ของโครงการได้แก่
การบันทึกประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงแรงงานข้ามชาติ
ประเมินต้นทุนและภาระของความเป็นแม่ สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างงานดูแล ความรุนแรง
และความเหลื่อมล้ำ รวมถึงค้นหาช่องว่างนโยบายและข้อบกพร่องเชิงระบบ
โครงการนี้ดำเนินการโดย สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HomeNet Thailand) มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน
(LRF)
และสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.)
โดย LRF ซึ่งทำงานกับแรงงานข้ามชาติในพื้นที่
เน้นศึกษาผู้หญิงแรงงานข้ามชาติ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกและเวทีพูดคุยชุมชน Focus Group Discussion รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการเลี้ยงดูบุตร
การจดทะเบียนเกิด และช่องโหว่ของระบบคุ้มครองทางสังคม
การศึกษายังครอบคลุมความท้าทายของผู้หญิงแรงงานข้ามชาติในการสร้างสมดุลระหว่างงานกับภาระดูแลครอบครัวทั้งในระบบและนอกระบบ
นอกจากนี้ยังตั้งเป้าเพื่อพัฒนานโยบายระยะยาวด้านงานดูแลเด็กและรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและแรงงานในอนาคต
มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน (LRF) จึงได้ศึกษาและรวบรวมประเด็นปัญหาที่ผู้หญิงแรงงานข้ามชาติเผชิญ
โดยเฉพาะในมิติคลอดบุตร การเลี้ยงดูบุตร การสมดุลชีวิตกับงาน
และการเข้าถึงสิทธิประกันสังคมและบริการสาธารณสุข
รายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและกระบวนการคัดเลือก (จะกล่าวในส่วนระเบียบวิธี) กลุ่มเป้าหมายคือแม่แรงงานข้ามชาติและผู้ปกครองทุกสถานะทางกฎหมาย
ทั้งที่มีเอกสารและไม่มีเอกสาร ในจังหวัดสมุทรสาคร
รวมถึงแรงงานสวนยางในหาดใหญ่และระนอง
การเก็บข้อมูลประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ (1)
การทบทวนวรรณกรรม (2) เวทีพูดคุยกลุ่มย่อย 2 ครั้ง ๆ ละ 5 คน (3)
การสัมภาษณ์เชิงลึกกับแม่แรงงานข้ามชาติหรือผู้ปกครอง 10 คน (4)
การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ 4 คน จากทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน
สถานพยาบาล นายจ้าง และภาควิชาการ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 74
รับรองสิทธิของแรงงานในการได้รับการคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ
และความคุ้มครองทางสังคม เพื่อคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติ
ประเทศไทยได้ดำเนินการตามโครงการประกันสุขภาพหลักสองโครงการ ได้แก่
โครงการประกันสังคม (SSS) ซึ่งบริหารโดยสำนักงานประกันสังคม
กระทรวงแรงงาน
สำหรับแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในระบบและเข้ามาทำงานผ่านบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศ
(MOU)
หรือผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ
(NV)
และมติคณะรัฐมนตรีปี
2556 ที่กำหนดให้แรงงานข้ามชาติทั้งกลุ่มปกติและไม่ปกติ
รวมถึงผู้ติดตาม มีสิทธิสมัครโครงการประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ (MHIS) ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข
งานวิจัยเกี่ยวกับการคุ้มครองทางสังคมของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยเน้นย้ำถึงช่องว่างระหว่างสิทธิที่มีตามกฎหมายกับการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จริง
แม้แรงงานข้ามชาติในระบบจะมีสิทธิได้รับประโยชน์จากประกันสังคม
แต่หลายคนยังคงเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ เช่น
การขาดแคลนบริการที่มีคุณภาพ การขาดความเท่าเทียมด้านสุขภาพ
การใช้บริการที่ไม่เพียงพอ เช่น
ปัญหาการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกับแรงงานข้ามชาติอันเกิดจากความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม
และปัญหาด้านการเดินทาง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
(Win
et al., 2020, หน้า
50-52)
งานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าปัญหาด้านเอกสารและสถานะทางกฎหมายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมในภาคทางการ
Hall
(2012, หน้า
31) เน้นว่าการมีเอกสารถูกต้อง รวมถึงพาสปอร์ต วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
เป็นเงื่อนไขหลักที่แรงงานข้ามชาติต้องมีเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ นายจ้างจำนวนไม่น้อยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคม
ส่งผลให้แรงงานไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้ งานวิจัยของ IOM (2021)
เรื่อง “การคุ้มครองทางสังคมสำหรับแรงงานข้ามชาติและครอบครัวในประเทศไทย”
พบว่านายจ้างบางรายไม่ขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ
อีกทั้งกลไกการตรวจสอบและกำกับดูแลยังอ่อนแอ
แรงงานข้ามชาติหลายคนรายงานว่าสถานะประกันสังคมของตนถูกระบุว่าไม่เคลื่อนไหวเพราะนายจ้างไม่ส่งเงินสมทบ
แม้จะแสดงหลักฐานหักเงินเดือนเข้ากองทุนประกันสังคมในสลิปเงินเดือนแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ อุปสรรคด้านเอกสารและเวลาเป็นอีกปัญหาสำคัญต่อแม่แรงงานข้ามชาติในการเข้าถึงประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม
เช่น เมื่อแม่แรงงานตั้งครรภ์
เธอต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลระหว่างฝากครรภ์และหลังคลอดเองก่อน บางครั้งสูงเกิน
1,000
บาท การขอรับสิทธิเงินคลอดบุตร 15,000 บาท ต้องใช้เอกสารหลายอย่างในการยื่นต่อสำนักงานประกันสังคม
ก่อให้เกิดอุปสรรคด้านเอกสารตามมา (UNICEF et al., 2021, หน้า
38) งานวิจัยของ UNICEF
ยังพบว่า
การลาคลอด 98
วันอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้หญิงข้ามชาติที่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อขอเอกสารสำหรับบุตร
อีกทั้งอุปสรรคด้านภาษายังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อแม่แรงงานข้ามชาติในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมหลังคลอด
โดยแม้กองทุนประกันสังคมจะให้บริการแปลภาษาในสำนักงาน
แต่จำนวนล่ามที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของแรงงานในแต่ละวัน
(ที่มาเดียวกัน)
แรงงานนอกระบบ เช่น ภาคเกษตร ประมง
ป่าไม้ และปศุสัตว์ ถูกกันออกจากประโยชน์ทางประกันสังคมอย่างเป็นระบบ WIEGO
(2024)
พบว่า แรงงานกลุ่มนี้มักสูญเสียรายได้โดยสิ้นเชิงหากเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ
สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการขยายการเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคม
งานศึกษายังแสดงให้เห็นว่าแรงงานนอกระบบไม่มีรายได้ระหว่างที่หยุดงาน
และหากเจ็บป่วยหรือพิการ ก็ยังขาดหลักประกันสิทธิผลประโยชน์ เช่น
เงินทุพพลภาพหรือเสียชีวิต นอกจากนี้ Komin และคณะ (2024, หน้า
9–11) ยังระบุว่า
แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ประสบปัญหาทั้งการขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิของตนเองและการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่สูงเกินกำลัง
เพื่อให้แรงงานข้ามชาติในภาคนอกระบบสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ดำเนินโครงการประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว (MHIS) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
15
มกราคม
2556
ภายใต้โครงการนี้
แรงงานสามารถสมัครโดยชำระเงิน 2,800 บาท (ต่อปี หรือ) ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพผ่านหน่วยบริการของสธ.
รวมทั้งโรงพยาบาลคู่สัญญา แม้ MHIS จะถือเป็นโครงการประกันสุขภาพแบบสมัครใจตามกฎหมาย
แต่กระทรวงแรงงาน (ก.แรงงาน)
กำหนดให้แรงงานข้ามชาติต้องแสดงผลการตรวจสุขภาพและหลักฐานการสมัคร MHIS เมื่อขอใบอนุญาตทำงาน MHIS ให้สิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย
เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี การรักษาทั่วไป (ปรึกษา วินิจฉัย และรักษา)
การดูแลมารดา (การคลอดและบริการทารกแรกเกิด) การฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลทันตกรรม
(ถอน อุด และขูดหินปูน) และยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ (NLEM) นอกจากนี้
ยังมีบริการสุขภาพสำหรับเด็ก เช่น การฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 0–15 ปี
และการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน รวมถึงการให้ยาต้านไวรัสและยาสำหรับผู้ป่วย HIV/AIDS
ตลอดจนโครงการป้องกันโรคติดต่อ
แม้ว่า MHIS
จะออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับแรงงานข้ามชาติทุกคน
แต่ไม่ได้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม เช่น
การลาคลอดหรือเงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตรสำหรับแม่แรงงานข้ามชาติ (Chamchan
& Apipornchaisakul, 2016)
อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎกระทรวงฉบับที่ 15
(พ.ศ. 2567) ว่าด้วยการคุ้มครองคนงานภายในบ้าน
คนงานประเภทนี้ในประเทศไทยจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ด้านประกันสังคมโดยเฉพาะ
มีสิทธิการลาคลอด 98 วัน และได้รับค่าจ้างสูงสุด 45 วัน ในทางตรงข้าม
แรงงานนอกระบบประเภทอื่นยังคงถูกกันออกจากความคุ้มครองด้านประกันสังคมในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด
ทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองแบบเดียวกัน
แม้ข้อกำหนดนี้จะขยายความคุ้มครองให้กลุ่มคนงานในบ้าน
แต่ขอบเขตที่จำกัดก็สะท้อนถึงความท้าทายในการขยายความคุ้มครองสังคมแบบถ้วนหน้าให้แรงงานนอกระบบทั้งหมด
นอกจากนี้
วรรณกรรมเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศยังย้ำให้เห็นว่าผู้หญิงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่ซ้อนทับกันจากสถานะทางเพศและการเป็นแรงงานข้ามชาติ
รายงานของธนาคารโลก (2023) ระบุว่าประเทศไทยยังคงมีความท้าทายด้านความเท่าเทียมทางเพศ
โดยอัตราการมีงานทำของผู้หญิงอยู่ที่ 59% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่
75%
ผู้หญิงยังใช้เวลาทำงานบ้านและดูแลครอบครัวโดยไม่ได้ค่าจ้างมากกว่าผู้ชายถึง
3.2
เท่า
ในทำนองเดียวกัน Bangkok
Post ได้เน้นรายงานช่องว่างทางเพศระดับโลกประจำปี
2024
ของ
World
Economic Forum ซึ่งพบว่าผู้หญิงไทยจำนวนมากเผชิญความไม่มั่นคงทางการเงินและการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน
(Sumano,
2025)
งานวิจัยก่อนหน้านี้ระบุว่าแรงงานข้ามชาติทั้งในภาคทางการและนอกระบบต่างเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคมคล้ายคลึงกัน
ได้แก่ การขาดการสนับสนุนด้านการบริหารจัดการ เช่น ปัญหาอุปสรรคด้านภาษา
ค่าใช้จ่ายสูงและความยากลำบากด้านการเดินทาง รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับการดำเนินงานประกันสังคม
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการคุ้มครองทางสังคมอย่างเต็มที่ของแรงงานข้ามชาติ
1.4 วิธีการเก็บข้อมูลและเครื่องมือ
บทความนี้ศึกษาประสบการณ์ของแรงงานข้ามชาติ
โดยเฉพาะกลุ่มแม่ในภาคแรงงานที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
โดยเน้นเรื่องการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม การดูแลเด็ก
และความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
การไม่มีนโยบายศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยที่ราคาย่อมเยา ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น
สิทธิการลาเพื่อดูแลบุตรที่ได้รับค่าจ้าง การสนับสนุนทางการเงิน
และเงินอุดหนุนเด็ก ล้วนเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับกลุ่มนี้
การวิจัยนี้ใช้การออกแบบเชิงคุณภาพ
โดยใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้เข้าร่วม 24 คน
ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อย
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยแม่แรงงานข้ามชาติจากทั้งภาคทางการและไม่เป็นทางการ
รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายถิ่นฐาน ความเท่าเทียมทางเพศ และวิชาการ
เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและเครือข่าย การศึกษาเน้นพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่
สมุทรสาคร หาดใหญ่ และระนอง
เครื่องมือเก็บข้อมูลประกอบด้วยแนวทางการสัมภาษณ์ที่มีคำถามปลายเปิด
ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เช่น การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการคลอดบุตร
ปัญหาด้านเอกสาร และความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
การสัมภาษณ์ดำเนินการด้วยภาษาแม่ของผู้เข้าร่วม โดยมีผู้ช่วยทางภาษาแบบสองภาษาเมื่อจำเป็น
และบันทึกเสียงด้วยความยินยอม
นอกจากนี้ยังมีการจดบันทึกภาคสนามเพื่อเก็บรายละเอียดที่ไม่ใช่คำพูดและข้อมูลบริบท การวิจัยนี้ยึดหลัก “ไม่สร้างความเสียหาย”
เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิ์ของผู้เข้าร่วม
ได้รับความยินยอมอย่างมีข้อมูลก่อนเข้าร่วม และมีการปกปิดตัวตนทั้งหมด
โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสาร
ด้วยการรับรองว่าการเข้าร่วมเป็นไปโดยสมัครใจและไม่มีความเสี่ยงต่อสถานะทางกฎหมาย
เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย
การสัมภาษณ์ในหาดใหญ่และระนองดำเนินการแบบออนไลน์ รายละเอียดของคำถามสัมภาษณ์ระบุไว้ในภาคผนวก
1.5.1
ข้อมูลผู้เข้าร่วม
การศึกษานี้มีแม่แรงงานข้ามชาติ 20 คน
อายุระหว่าง 27 ถึง 44 ปี ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา ทำงานในภาคส่วนต่าง ๆ
เช่นโรงงานแปรรูปอาหารทะเลและเกษตรกรรม โดย 5
คนในกลุ่มนี้ระบุว่าได้ลาออกหลังคลอดบุตร
เนื่องจากไม่มีทางเลือกด้านการดูแลเด็กที่เชื่อถือได้ สะท้อนถึงความท้าทายในการรักษางานหลังคลอด
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่แต่งงานและมีบุตรตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเรียน
ประมาณครึ่งหนึ่งมีเอกสารทางกฎหมาย เช่นใบอนุญาตทำงาน หนังสือเดินทาง หรือบัตรชมพู
ในขณะที่อีกครึ่งเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารหรือเป็นแรงงานนอกระบบ
ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอยู่ระหว่าง 1 ถึง 23 ปี
นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญ 4 คน ได้แก่ นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ NGO ที่เชี่ยวชาญด้านการย้ายถิ่นและความเท่าเทียมทางเพศเข้าร่วมในการวิจัย
1.5.2
การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันสังคม
· ตามมาตรา
40 ของพระราชบัญญัติประกันสังคม (2533)
แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมีสิทธิสมัครรับสิทธิประกันสังคม อย่างไรก็ตาม
ผู้เข้าร่วมจำนวนมากรายงานถึงอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์เหล่านี้ เช่น
ความยุ่งยากด้านงานเอกสาร ขาดข้อมูล และนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
แม้แต่ในกลุ่มแรงงานภาคทางการ
หากไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือวีซ่าที่ถูกต้องก็ถูกกันออกจากระบบประกันสังคมโดยสิ้นเชิง
· ประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อย คือแรงงานไม่สามารถต่ออายุเอกสารต่าง
ๆ เช่นใบอนุญาตทำงาน หลังวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568
เนื่องจากขาดนโยบายที่ชัดเจนจากทางเมียนมาร์เกี่ยวกับกระบวนการสมัคร (RFA
Burmese, 2025)
ส่งผลให้แม่แรงงานข้ามชาติจำนวนมากพบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิประกันสังคมหลังคลอดบุตร
· แรงงานโรงงานแปรรูปอาหารทะเลชาวพม่าวัย
32 ปีคนหนึ่งอธิบายว่า:
“ฉันจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนมาหลายปีแล้ว
แต่เพราะฉันไม่สามารถต่ออายุหนังสือเดินทางได้
ฉันจึงไม่สามารถรับสิทธิประกันสังคมหลังคลอดบุตรได้
ฉันไม่สามารถต่อวีซ่าหลังวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ฉันมีใบรับรองประจำตัว (CI) กับใบอนุญาตทำงาน
และจ่ายเงินเข้ากองทุนตามปกติ เมื่อฉันไปโรงพยาบาลเพื่อคลอดบุตร
ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเอง 16,000 บาท
หลังจากนั้นเมื่อต้องการขอสูติบัตรและสิทธิประโยชน์
โรงพยาบาลแจ้งว่าไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีวีซ่าที่ถูกต้อง”
(แรงงานโรงงานแปรรูปอาหารทะเลชาวพม่าจากมหาชัย)
· แรงงานโรงงานจากสมุทรสาครรายหนึ่งเล่าว่า:
“ฉันจ่ายเงินประกันสังคมทุกเดือน
แต่เมื่อขอสูติบัตรให้ลูก กลับไม่สามารถทำได้
เหตุผลหลักคือไม่สามารถต่ออายุหนังสือเดินทางเพราะไม่มีวีซ่าหลังวันที่ 13
กุมภาพันธ์ 2568 เมื่อสอบถามเกี่ยวกับเอกสารอื่น ๆ เช่นบัตรชมพูหรือวีซ่า
ทางโรงงานก็บอกว่าไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลเมียนมาร์
ฉันกังวลว่าลูกจะมีปัญหาในการเข้าถึงการศึกษาตอนโต”
(แม่แรงงานโรงงานชาวพม่าจากสมุทรสาคร)
· การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงเอกสารสำคัญ
เช่น วีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และหนังสือเดินทาง มีความสำคัญต่อการรับสิทธิประกันสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีและต่ออายุวีซ่าที่ถูกต้อง
เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้แม่แรงงานข้ามชาติรักษาสิทธิประโยชน์ได้ต่อเนื่อง ทั้งสองกรณีที่กล่าวมามีการแจ้งปัญหาให้โรงงานทราบ
แต่โรงงานไม่สามารถช่วยเหลือได้เนื่องจากขาดนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลเมียนมาร์
กรณีนี้สะท้อนรูปแบบการถูกกันออกจากระบบบริการสังคมเมื่อสถานะทางกฎหมายไม่แน่นอน
แม้จะมีเอกสารบางส่วน เช่นใบอนุญาตทำงานหรือ CI แต่ถ้าไม่มีวีซ่าก็ไม่สามารถเข้าถึงบริการและสิทธิพื้นฐานได้
โรงพยาบาลอาจปฏิเสธการลงทะเบียนเกิด และสิทธิประโยชน์ทางสังคมก็มักถูกปฏิเสธ
ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูง การทำเอกสารของลูกถูกชะรอไว้
นายจ้างให้ความช่วยเหลือจำกัด
ทิ้งให้ผู้หญิงต้องต่อสู้กับระบบราชการที่ซับซ้อนด้วยตนเอง
ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างเชิงระบบในการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านสุขภาพ
แรงงาน และการย้ายถิ่น ควรเร่งปรับปรุงขั้นตอนที่เข้าถึงง่ายและครอบคลุม
เพื่อให้แม่แรงงานข้ามชาติสามารถรับบริการและลงทะเบียนเกิด
แม้จะมีปัญหาชั่วคราวด้านเอกสาร หากขาดการปรับปรุง
ช่องว่างเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องไร้สัญชาติ เพิ่มความลำบากทางการเงิน
และบั่นทอนสิทธิพื้นฐานของทั้งแม่และลูก
· นอกจากนี้ อุปสรรคทางภาษาเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่แม่แรงงานข้ามชาติต้องเผชิญ
โดยแม่แรงงานในภาคทางการและนอกระบบรายงานว่าต้องการล่ามระหว่างการพบแพทย์ก่อนคลอด
อย่างไรก็ตาม
แม่แรงงานข้ามชาติยังคงพบปัญหามากมายเนื่องจากการขาดแคลนล่ามอย่างเพียงพอ
แม่แรงงานข้ามชาติชาวพม่าจากสมุทรสาครและหาดใหญ่เล่าว่า “ฉันต้องการล่ามเมื่อพบแพทย์ก่อนคลอด
แต่ฉันต้องจ่ายเงินสำหรับบริการนี้ และล่ามก็มีอยู่น้อยมาก
ทำให้ฉันประสบปัญหาเรื่องภาษาในการปรึกษาแพทย์ หลังจากลูกเกิด
ฉันไม่รู้วิธีดูแลลูกอย่างถูกต้อง ฉันอยากถามคำถามกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
แต่ฉันไม่สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นอกจากนี้
บริการล่ามมีบทบาทสำคัญสำหรับแม่แรงงานข้ามชาติ
ทั้งระหว่างการได้รับบริการสุขภาพและขั้นตอนการขอรับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม
หากไม่มีการสนับสนุนด้านการแปลภาษาอย่างเพียงพอ
แม่แรงงานข้ามชาติก็เสี่ยงที่จะเข้าใจข้อมูลสุขภาพสำคัญผิด รวมถึงประสบปัญหาในการดำเนินการด้านเอกสารต่าง
ๆ ช่องว่างนี้ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพในทันที
และยังจำกัดความสามารถในการเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคมที่จำเป็น
ซึ่งสุดท้ายทำให้ความเปราะบางเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มจำนวนล่ามคุณภาพและให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
หรือในอัตราที่เหมาะสม
จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างแม่แรงงานข้ามชาติกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขดีขึ้น
รวมถึงอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางสังคมอย่างราบรื่น
การเสริมสร้างการสนับสนุนด้านภาษา
จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แม่แรงงานข้ามชาติสามารถใช้สิทธิและดูแลสวัสดิภาพของตนเองและบุตรได้อย่างเต็มที่
· ตามที่กล่าวไว้ในบทวิเคราะห์วรรณกรรม
แม่แรงงานข้ามชาติที่ทำงานในภาคนอกระบบส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากประกันสังคม
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพผ่านโครงการประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ
(MHIS)
ได้
แต่แรงงานภาคเกษตรรายงานว่า MHIS ไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างครอบคลุม
ตัวอย่างเช่น แม้ระบบนี้จะอนุญาตให้เข้าถึงบริการสุขภาพบางอย่างได้
แต่ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์จากประกันสังคม เช่น
การคืนเงินค่ารักษาพยาบาลหรือการสนับสนุนสำหรับบุตรของตน แตกต่างจากกองทุนประกันสังคมที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองรายได้และสวัสดิการในระยะยาว
โครงการ MHIS
มุ่งเน้นไปที่การให้เข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานมากกว่า
ส่งผลให้แรงงานในภาคนอกระบบจำนวนมากขาดการคุ้มครองทางการเงินและสังคมที่เพียงพอ
แรงงานกรีดยางรายหนึ่งจากหาดใหญ่ได้เล่าถึงปัญหาที่เธอเผชิญไว้ดังนี้:
“ฉันมีบัตรประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ
แต่เมื่อคลอดบุตร บัตรนี้ก็ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ฉันต้องจ่าย 30
บาทสำหรับตัวเอง และต้องจ่าย 5,000
บาทสำหรับค่าดูแลลูก เพราะลูกของฉันเป็นดีซ่านและต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล”
(แรงงานกรีดยาง,
หาดใหญ่)
คำบอกเล่านี้สะท้อนถึงข้อจำกัดของโครงการ
MHIS
ซึ่งครอบคลุมเพียงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน
แต่ยังทำให้แม่แรงงานข้ามชาติต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเอง
โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตรและการดูแลทารก
ผู้เข้าร่วมการศึกษาหลายคนรายงานว่าต้องประสบปัญหาทางการเงินจากช่องว่างนี้
บางรายต้องกู้ยืมเงินหรือชะลอการรักษาเนื่องจากขาดเงิน
ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ MHIS จะช่วยเติมเต็มช่องว่างการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติในภาคนอกระบบ
แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองทางสังคมอย่างเหมาะสม
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะขยายความคุ้มครองของ MHIS ให้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ด้านการคลอดบุตรและการสนับสนุนรายได้
เพื่อให้สอดคล้องกับการคุ้มครองที่มีอยู่ในกองทุนประกันสังคมสำหรับแรงงานภาคทางการ ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่าสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมมีความสำคัญต่อแรงงานข้ามชาติ
โดยเป็นเหมือนตาข่ายรองรับในช่วงเวลาที่เจ็บป่วย ตั้งครรภ์ หรือขาดงาน
พวกเขาเน้นว่าหากขาดการเข้าถึงสิทธิประโยชน์เหล่านี้
แรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะผู้หญิง
จะตกอยู่ในความเปราะบางและความไม่มั่นคงทางการเงินที่สูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรสิทธิแรงงานแห่งหนึ่งกล่าวไว้ว่า“ประกันสังคมไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย
แต่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของแรงงานข้ามชาติ
เพราะให้ความคุ้มครองเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำงานได้ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพหรือครอบครัว”
(ผู้เชี่ยวชาญจาก NGO)
อย่างไรก็ตาม
ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่ามีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่ยังคงถูกกีดกันออกจากระบบประกันสังคม
เนื่องจากอุปสรรคด้านเอกสาร การขาดความรู้ความเข้าใจ และปัญหาในการขออนุญาตทำงาน
พวกเขาเน้นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงการสื่อสารและนโยบาย เพื่อให้แรงงานข้ามชาติทุกกลุ่ม
ไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนหรือสถานะใด สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์นี้ได้อย่างเท่าเทียม
ผู้เชี่ยวชาญจากหาดใหญ่เน้นว่าการขาดสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมสำหรับแรงงานเกษตรส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของพวกเขา
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่แม่แรงงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุตรด้วย ตัวอย่างเช่น
แม้แรงงานข้ามชาติจะมีสิทธิในการเข้ารับบริการสุขภาพผ่านโครงการ MHIS แต่เด็ก
ๆ ของพวกเขามักไม่ได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเพียงพอเมื่อเจ็บป่วย แม้จะมี MHIS แต่แรงงานเหล่านี้ก็ไม่ได้รับสิทธิประกันสังคม
หากลูกของพวกเขาป่วยหนัก บางครั้งต้องจ่ายค่ายาระหว่าง 7,000
ถึง 8,000
บาท ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับพวกเขา จึงก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเงินในค่าใช้จ่ายประจำวัน
โดยสรุป
แม่แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมีสิทธิได้รับประกันสังคม
แต่หลายคนไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากปัญหาเรื่องวีซ่าและเอกสาร
ส่งผลให้พวกเขาเข้าถึงบริการสำคัญ เช่น สูติบัตรและการดูแลขณะตั้งครรภ์ได้ยาก
ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินและข้อกฎหมายสำหรับลูก ๆ ของพวกเขา
แรงงานที่อยู่ในภาคนอกระบบยิ่งได้รับการสนับสนุนน้อยลง
เนื่องจากประกันสุขภาพไม่ครอบคลุมสิทธิคลอดบุตรหรือการสนับสนุนรายได้
ปัญหาด้านภาษาและกฎระเบียบที่ไม่ชัดเจนยิ่งทำให้เข้าถึงสิทธิได้ยาก
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการปรับปรุงนโยบาย เพิ่มสิทธิประโยชน์
และส่งเสริมการสนับสนุนด้านภาษา
เพื่อให้แม่แรงงานข้ามชาติสามารถรับการดูแลที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม
1.5.3 การดูแลเด็กและการศึกษาปฐมวัย
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่รายงานว่ารู้สึกเครียดอย่างมากในการเข้าถึงบริการดูแลเด็กหลังคลอดบุตร
ส่งผลให้แม่แรงงานข้ามชาติจำนวนมากต้องประสบปัญหาในการกลับไปทำงานเนื่องจากไม่มีระบบสนับสนุน
เช่น เครือข่ายครอบครัว ผู้ดูแลในชุมชน หรือบริการรับเลี้ยงเด็กที่มีราคาย่อมเยา
เมื่อไม่มีคุณยายหรือเพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือ
ผู้หญิงบางคนจึงจำเป็นต้องลาออกจากงาน
ส่งผลให้ครัวเรือนมีความตึงเครียดทางการเงินอย่างมาก
หนึ่งในผู้เข้าร่วมแบ่งปันความท้าทายทั้งทางอารมณ์และการปฏิบัติที่เธอพบเจอ
“ฉันอยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม
แต่เจ้านายไม่ชอบถ้าฉันพาลูกไปด้วย ถ้าทิ้งลูกไว้ที่บ้านก็ไม่มีใครดูแล
ฉันไม่มีทางเลือกจึงต้องลาออกจากงาน” (แม่แรงงานข้ามชาติจากมหาชัย)
ข้อค้นพบนี้สะท้อนถึงอุปสรรคซับซ้อนที่แม่แรงงานข้ามชาติพบในการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ท่ามกลางการขาดแคลนบริการดูแลเด็กที่เข้าถึงได้หรือมีราคาย่อมเยา
สถานการณ์เช่นนี้มักนำไปสู่การลาออกจากงานโดยถูกบังคับ
เพิ่มความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และส่งผลในระยะยาวต่อความมั่นคงทางการเงินของแม่และความเป็นอยู่ที่ดีของบุตร
การขาดแคลนการสนับสนุนด้านการดูแลเด็กชี้ให้เห็นช่องว่างเชิงระบบในการคุ้มครองทางสังคมและบริการที่ตอบสนองต่อมิติทางเพศสำหรับประชากรแรงงานข้ามชาติ
สำหรับแรงงานในภาคนอกระบบ
แม่แรงงานข้ามชาติไม่ได้รับสิทธิลาคลอดระหว่างตั้งครรภ์
ส่งผลให้หลายคนจำเป็นต้องกลับไปทำงานภายในหนึ่งถึงสองเดือนหลังคลอดเนื่องจากไม่ได้รับสิทธิในการลาคลอด
แรงงานภาคเกษตรส่วนใหญ่ที่ทำงานกรีดยางรายงานว่าต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
เนื่องจากไม่มีระบบสนับสนุนทางสังคมที่เพียงพอ งานนี้ต้องทำระหว่างเวลา 18.00 น.
ถึง 02.00 น. ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งกล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อสุขภาพจิตและร่างกายของเธอ: “บางครั้งฉันอยากร้องไห้และรู้สึกหดหู่
ฉันต้องไปทำงานตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงตี 2 เช้า และเช้าตรู่ก็ต้องเก็บน้ำยาง
กลับถึงบ้านก็ต้องทำงานบ้านและดูแลลูก” (คนงานกรีดยางจากหาดใหญ่) ผู้เข้าร่วมอีกคนหนึ่งกล่าวถึงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูก:
“ฉันต้องกลับไปทำงานหลังคลอด
6 เดือน เนื่องจากต้องพาลูกไปที่ทำงานด้วย ฉันจึงต้องทิ้งลูกไว้แถว ๆ
โรงเรือนในสวนยาง ฉันเป็นห่วงว่าลูกจะถูกใครพาไป จึงต้องวิ่งไปดูลูกบ่อย ๆ
ก่อนจะกลับไปทำงาน” (คนงานกรีดยางจากหาดใหญ่)
ประสบการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า
เมื่อขาดความมั่นคงทางการเงิน การคุ้มครองการคลอดบุตร
และทางเลือกในการดูแลเด็กที่ปลอดภัย
แม่แรงงานข้ามชาติจึงต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อทั้งสุขภาพของตนเองและความปลอดภัยของลูก แม่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่เน้นย้ำถึงการขาดแคลนโอกาสการศึกษาปฐมวัย
เนื่องจากเด็ก ๆ จะเข้าเรียนในโรงเรียนระบบได้เมื่ออายุหกปีเท่านั้น ก่อนอายุหกปี
หากแม่แรงงานข้ามชาติมีญาติช่วยดูแลลูก ก็จะสามารถกลับไปทำงานได้ หากไม่มี
ก็ต้องพึ่งพาการดูแลแบบไม่เป็นทางการ เช่น เพื่อนบ้าน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3,000
บาทต่อเดือน อีกทางเลือกหนึ่ง
คู่สามีภรรยามักสลับกันทำงานกลางวันกลางคืนเพื่อให้มีคนดูแลลูก
ผลการสัมภาษณ์ชี้ให้เห็นว่าในกรณีส่วนใหญ่
ภรรยาจะทำงานกลางคืนเพื่อให้สามารถดูแลลูกในเวลากลางวัน
วิธีการจัดการนี้สะท้อนถึงการขาดแคลนทางเลือกบริการดูแลเด็กที่เป็นระบบหรือราคาย่อมเยา
และแสดงให้เห็นถึงการแบ่งงานตามเพศภายในครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ
ผู้เชี่ยวชาญจาก NGO ที่เคยเป็นแรงงานข้ามชาติเล่าถึงความยากลำบากในการจัดหาคนดูแลลูกหลังคลอด:
“ตอนลูกสาวเล็ก
ๆ ผมกับภรรยาต้องทำงาน จึงต้องหาคนดูแลลูกแบบไม่เป็นทางการ
ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 2,500 บาท
ตอนทำงานผมก็กังวลตลอดว่าลูกจะโอเคไหม ดื่มนมตรงเวลาไหม หรือร้องไห้หรือเปล่า
มันเป็นความเครียดของเรา แต่เราก็ไม่มีทางเลือก ตอนนี้ลูกโตแล้ว
แต่แรงงานข้ามชาติก็ยังคงเจอกับปัญหาแบบนี้” (สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ NGO, มหาชัย) คำบอกเล่านี้สะท้อนถึงความเครียดทางการเงินและอารมณ์ที่พ่อแม่แรงงานข้ามชาติต้องประสบจากการขาดแคลนทางเลือกในการดูแลเด็ก
ย้ำให้เห็นช่องว่างที่ยังคงมีอยู่ในระบบสนับสนุนทางสังคมและการคุ้มครองสำหรับครอบครัวแรงงานข้ามชาติ
คำบอกเล่านี้ตอกย้ำถึงความเครียดทางการเงินและอารมณ์ที่ยังดำรงอยู่จากการขาดการจัดบริการดูแลเด็กที่เพียงพอ
ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าแรงงานข้ามชาติยังคงถูกกันออกจากมาตรการคุ้มครองทางสังคมที่สำคัญ
รวมถึงการสนับสนุนการดูแลเด็กและการศึกษาปฐมวัยโดยรัฐตามพระราชบัญญัติประกันสังคมและนโยบายแรงงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย
หากไม่มีการปฏิรูปที่มุ่งขยายโอกาสในการดูแลเด็กและการเรียนรู้ในช่วงต้นให้กับครอบครัวแรงงานข้ามชาติ
ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างเหล่านี้จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
1.5.4 ความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิต
การขาดนโยบายสนับสนุนทางสังคมสำหรับแม่แรงงานข้ามชาติหลังคลอด
เช่น การเข้าถึงบริการรับเลี้ยงเด็กในทั้งภาคทางการและนอกระบบ
และเงินอุดหนุนเด็กในภาคนอกระบบ
ทำให้ผู้ตอบแบบสอบถามต้องเผชิญกับความไม่สมดุลอย่างมากระหว่างการทำงานและชีวิตประจำวัน
จากการสัมภาษณ์พบว่าสังคมยังคงมีแนวคิดว่างานบ้านที่ไม่มีค่าตอบแทน เช่น
การทำความสะอาด การทำอาหาร และการดูแลเด็ก เป็นหน้าที่ของผู้หญิง
แม่แรงงานข้ามชาติจากระนองรายหนึ่งกล่าวถึงความเครียดอย่างมากจากการจัดการงานบ้านพร้อมกับการกรีดยาง
แม้เธอปรารถนาจะได้รับความช่วยเหลือจากสามี แต่แม่ของเธอยืนยันว่างานบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิง
การสัมภาษณ์ยังรวมถึงแม่แรงงานข้ามชาติที่ต้องลาออกจากงาน
เนื่องจากไม่มีบริการรับเลี้ยงเด็กหลังคลอด
แม่แรงงานข้ามชาติรายงานว่ารู้สึกเครียดอย่างมากจากการดูแลลูก
โดยมองว่างานนี้หนักกว่างานบ้านอื่น ๆ
หลายครั้งพวกเธอต้องจัดการทำความสะอาดและทำอาหารไปพร้อมกัน บางครั้งงานเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เสร็จตามกำหนด
เมื่อต้องการความช่วยเหลือจากสามี มักไม่ได้รับความช่วยเหลือ
เนื่องจากสามีทำงานตลอดทั้งวัน เกี่ยวกับประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญ NGO จากมหาชัย แนะนำว่าสังคมควรเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับงานบ้านดังนี้:
· ตารางงานบ้านควรแบ่งปันกันระหว่างสามีและภรรยา
ตั้งแต่เด็ก
ควรได้รับการสอนว่างานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน
งานบ้านก็เหนื่อยมากเช่นกัน
จึงควรแบ่งหน้าที่กันในครอบครัว
ประสบการณ์ที่แม่แรงงานข้ามชาติแบ่งปัน
สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตเกิดได้จากปัจจัยที่มากกว่าการขาดบริการรับเลี้ยงเด็กหรือเงินอุดหนุนเด็กในภาคนอกระบบ
แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 74 จะรับรองการคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ
และความมั่นคงทางสังคมสำหรับแรงงานทุกคน แต่ในทางปฏิบัติ
สิทธิ์เหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมต่อผู้หญิงแรงงานข้ามชาติ
บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับบทบาททางเพศ
ทำให้ผู้หญิงต้องรับภาระงานดูแลที่ไม่มีค่าตอบแทนเป็นส่วนใหญ่ แม้จะเป็นผู้หาเลี้ยงหลักก็ตาม
ภาระ “สองเท่า” นี้ลดเวลาพักผ่อน ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต
และจำกัดโอกาสในการพัฒนาทักษะหรือมีงานที่มั่นคง
ผลการศึกษาเหล่านี้สอดคล้องกับวรรณกรรมก่อนหน้าที่ระบุว่าการเข้าถึงสิทธิ์ตามกฎหมายของผู้หญิงแรงงานข้ามชาติ
ถูกกำหนดทั้งจากสถานะการย้ายถิ่นและความเหลื่อมล้ำทางเพศที่ยังคงอยู่ (World
Bank, 2023; ILO,
2024)
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ทั้งขยายการเข้าถึงบริการรับเลี้ยงเด็กและการคุ้มครองทางสังคมให้สอดคล้องกับพันธกรณีทางกฎหมายที่มีอยู่
ควบคู่กับการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศภายในครัวเรือนและชุมชนผ่านกิจกรรมรณรงค์และการให้ความรู้ที่ตรงจุด
1.5.5 เอกสารและสถานะทางกฎหมาย
การเข้าถึงเอกสารที่ถูกต้องและสถานะทางกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติทุกคนในการมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการประกันสังคม
ในภาคทางการ แรงงานข้ามชาติมักเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสถานะเอกสารให้ถูกต้อง
ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันสังคม
ดังที่ได้กล่าวถึงในส่วนของประกันสังคม
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือความยากลำบากในการต่ออายุวีซ่า
เมื่อแรงงานข้ามชาติไม่สามารถต่ออายุสถานะทางกฎหมายได้
พวกเขาจะสูญเสียสิทธิประโยชน์ประกันสังคม
รวมถึงสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการคุ้มครองการตั้งครรภ์หลังคลอด
จากการสัมภาษณ์แรงงานข้ามชาติไร้เอกสารสิบคนในภาคเกษตร
พบว่ากลุ่มนี้เผชิญความยากลำบากมากกว่าแรงงานที่มีเอกสาร
แม้ว่าพวกเธอจะสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข
แต่ก็ยังคงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้วยตนเองจำนวนมาก
ผู้หญิงจำนวนมากรายงานว่าพวกเธอมีรายได้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เช่น
วันที่ฝนตกจะไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งยิ่งเพิ่มความเปราะบางทางการเงินในช่วงตั้งครรภ์
เมื่อขาดเงินออมและการสนับสนุนฉุกเฉิน พวกเธอมักต้องกู้ยืมเมื่อเจอปัญหาสุขภาพ
หนึ่งในผู้ร่วมสัมภาษณ์เล่าประสบการณ์ว่า
“ตอนที่ฉันคลอดลูก
เป็นฤดูฝนทำให้ฉันมีรายได้น้อยลง ฉันต้องการการดูแลฉุกเฉิน
แต่เพราะไม่มีเอกสารที่จำเป็น ฉันจึงต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมด
ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 20,000 บาท
โรงพยาบาลไม่ยอมให้ฉันกลับบ้านจนกว่าจะจ่ายครบ
ดังนั้นสามีของฉันจึงต้องไปกู้เงินเพื่อจ่ายค่ารักษา”
(แม่แรงงานข้ามชาติจากหาดใหญ่)
ประสบการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการขาดเอกสารไม่เพียงจำกัดการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันสังคม
แต่ยังเพิ่มภาระทางการเงินและอารมณ์ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต เช่น การคลอดบุตร
ส่งผลให้แม่แรงงานข้ามชาติไร้เอกสารต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากระหว่างการดูแลสุขภาพ
การรักษารายได้ และการดูแลบุตร อุปสรรคเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงระบบอื่น ๆ
รวมถึงทางเลือกการรับเลี้ยงเด็กที่จำกัด
การขาดสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรที่ได้รับค่าจ้าง และตารางการทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น
ซึ่งล้วนสร้างความเสียเปรียบซ้ำซ้อนไปยังแม่ในทั้งภาคทางการและนอกระบบ
นอกจากนี้
การขาดเอกสารสำหรับบุตรของแรงงานข้ามชาติยังสร้างอุปสรรคหลายประการให้กับครอบครัว
หากไม่มีสูติบัตร เด็กมักไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนระบบทางการ
ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาในระยะยาว
การเข้าถึงบริการสาธารณสุขก็ถูกจำกัด เนื่องจากเด็กไร้เอกสารอาจถูกตัดสิทธิจากโครงการประกันสุขภาพ
หรือประสบความยากลำบากในการรับการรักษาพยาบาล
การขาดการรับรองทางกฎหมายเพิ่มความเปราะบางต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกล่วงละเมิดในรูปแบบต่าง
ๆ ผู้ปกครองรายงานว่าสถานการณ์นี้สร้างความกังวลและความเครียดอย่างมาก ส่งผลต่อความเป็นอยู่โดยรวมและความสามารถในการทำงาน
หนึ่งในผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์กล่าวถึงผลกระทบจากการขาดเอกสารว่า
“ฉันกังวลเกี่ยวกับอนาคตของลูกเพราะเขาไม่มีสูติบัตร
ฉันไม่รู้ว่าเขาจะได้ไปโรงเรียนหรือได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมหรือไม่
ฉันรู้สึกกังวลทุกวัน” (แม่แรงงานข้ามชาติจากระนอง)
ความท้าทายเหล่านี้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเอกสารในการคุ้มครองทางสังคม
การเข้าถึงบริการ และการคุ้มครองสิทธิของเด็กข้ามชาติ ประเทศไทยได้ประกาศใช้นโยบาย
“การศึกษาเพื่อทุกคน” (Education for All Policy) ในปี 2542
และมติคณะรัฐมนตรีปี 2548 ซึ่งรับรองการศึกษาฟรีสำหรับเด็กทุกคน ตามนโยบายเหล่านี้
เด็กข้ามชาติมีสิทธิได้รับการศึกษาฟรี อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ
เด็กข้ามชาติยังคงเผชิญกับอุปสรรค เช่น
ความต้องการให้มีทักษะภาษาไทยและการเข้าถึงการศึกษาระบบทางการที่จำกัด
โรงเรียนบางแห่งกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมด้านอายุ ภาษา หรือเอกสารที่มีผลให้เด็กข้ามชาติจำนวนมากเข้าไม่ถึงการศึกษา
(UNICEF,
2019, หน้า
12-15) ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่าในทางปฏิบัติ
การเข้าถึงยังคงเป็นเรื่องยากเนื่องจากข้อจำกัดอย่างเช่นโควต้าสำหรับเด็กข้ามชาติ
นอกจากนี้ โรงเรียนบางแห่งยังต้องการเอกสารเพิ่มเติม เช่น
บัตรประชาชนของเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นอุปสรรคเพิ่มเติมในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กข้ามชาติ
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่านายจ้างมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้แรงงานข้ามชาติและบุตรของพวกเขาเข้าถึงเอกสารสำคัญ
นายจ้างที่ช่วยเหลือเรื่องใบอนุญาตทำงาน วีซ่า การแจ้งเกิด และเอกสารทางกฎหมายอื่น
ๆ สามารถลดอุปสรรคต่อการเข้าถึงประกันสังคม บริการสาธารณสุข และการศึกษาได้อย่างมาก
เมื่อใดก็ตามที่นายจ้างสนับสนุนให้แรงงานได้รับเอกสารเหล่านี้
ก็ไม่เพียงแต่ช่วยให้แรงงานเข้าถึงสวัสดิการและการรักษาพยาบาลได้เท่านั้น
แต่ยังเปิดโอกาสให้บุตรของแรงงานได้รับเอกสารสำคัญที่จำเป็นด้วย ในทางกลับกัน
หากนายจ้างไม่ให้ความช่วยเหลือ แรงงานข้ามชาติและครอบครัวจะเผชิญกับความยุ่งยากด้านเอกสารภาครัฐ
ภาระทางการเงิน และความเปราะบางที่เพิ่มขึ้น ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งกล่าวว่า
“นายจ้างที่ให้คำแนะนำและช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติในการแจ้งเกิดและจัดเตรียมเอกสารที่ถูกต้อง
จะสร้างความแตกต่างอย่างมากในการเข้าถึงบริการสำคัญและคุ้มครองสิทธิของพวกเขา”
ข้อสังเกตนี้สะท้อนว่าการเสริมสร้างบทบาทของนายจ้างถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มการคุ้มครองทางสังคมสำหรับครอบครัวแรงงานข้ามชาติ
(บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ)
การเข้าถึงเอกสารที่ถูกต้องถือเป็นปัจจัยชี้ขาดในการที่แรงงานข้ามชาติจะสามารถเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคม
บริการสาธารณสุข และการศึกษาสำหรับตัวเองและบุตรได้
แรงงานข้ามชาติไร้เอกสารต้องเผชิญกับความเปราะบางทั้งด้านการเงิน กฎหมาย และอารมณ์
โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์
การสนับสนุนจากนายจ้างและการบังคับใช้นโยบายจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดอุปสรรคเหล่านี้
ซึ่งตอกย้ำว่าการได้รับการรับรองทางกฎหมายสำคัญอย่างยิ่งไม่เพียงเพื่อการเข้าถึงสิทธิประโยชน์
แต่ยังเพื่อความเป็นอยู่ระยะยาวของครอบครัวด้วย
1.5.6 บทสรุป
ผลการสัมภาษณ์ชี้ให้เห็นว่าแม่แรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
โดยเฉพาะจากเมียนมา เผชิญอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคม
ปัญหาวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมถึงนโยบายที่ไม่ชัดเจน
ส่งผลให้แรงงานในภาคทางการจำนวนมากไม่สามารถต่ออายุเอกสาร ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมและต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สำหรับการคลอดบุตรด้วยตนเอง
ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ แม้จะมีโครงการประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว (MHIS) ที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพ
แต่ก็ยังขาดผลประโยชน์เกี่ยวกับการคลอดบุตรและการสนับสนุนรายได้ ทั้งสองกลุ่มยังเผชิญปัญหาเรื่องภาษาและการขาดแคลนบริการรับเลี้ยงเด็กที่มีราคาไม่แพง
ส่งผลให้แม่แรงงานจำนวนมากต้องลาออกจากงาน
ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปนโยบายเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคม
การสนับสนุนด้านเอกสาร
และการจัดหาทางเลือกดูแลเด็กที่ครอบคลุมสำหรับแม่แรงงานข้ามชาติทุกคน
1.6 ข้อเสนอเชิงนโยบาย
จากการสัมภาษณ์แม่แรงงานข้ามชาติและผู้เชี่ยวชาญ
มีข้อเสนอแนะต่อผู้กำหนดนโยบาย นายจ้าง และองค์กรภาคประชาสังคม
เพื่อพัฒนาการคุ้มครองทางสังคม การเข้าถึงบริการสุขภาพ
และการสนับสนุนด้านการดูแลเด็กสำหรับครอบครัวแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ดังนี้
ถึงรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบาย
· วีซ่าและเอกสาร:
ปรับกระบวนการต่ออายุวีซ่าสำหรับแรงงานข้ามชาติและบุตร
เพื่อให้สามารถเข้าถึงประกันสังคม บริการสุขภาพ และการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งเสริมสร้างกลไกการตรวจสอบและกำกับดูแลให้นายจ้างในภาคทางการลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติในระบบประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ
· กลไกติดตามและตรวจสอบ:
ขยายความคุ้มครองทางสังคม: ขยายสิทธิประโยชน์ของโครงการประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว
(MHIS)
ให้ครอบคลุมสวัสดิการคลอดบุตร
การสนับสนุนการดูแลเด็ก และการดูแลเชิงป้องกัน
เพื่อให้แรงงานทั้งที่มีเอกสารและไม่มีเอกสารสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้
· การจัดบริการรับเลี้ยงเด็ก:
สนับสนุนให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กใกล้สถานประกอบการ
หรือสนับสนุนให้โรงงานและนายจ้างจัดสวัสดิการรับเลี้ยงเด็ก เช่น ห้องให้นมแม่
เพื่อช่วยเหลือแม่แรงงานข้ามชาติ
· นโยบายตอบสนองต่อมิติเพศ:
ผสานมาตรการที่คำนึงถึงมิติเพศในนโยบายแรงงานและสวัสดิการสังคม เช่น
กำหนดสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรที่ได้รับค่าจ้างสำหรับแรงงานนอกระบบ
และการจัดรูปแบบงานที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับภาระการดูแล
·
บริการล่ามแปลภาษา:
จัดให้มีบริการล่ามและแปลภาษาที่โรงพยาบาลและศูนย์บริการสุขภาพอย่างเพียงพอ
เพื่อลดอุปสรรคด้านภาษาให้แก่แรงงานข้ามชาติ
ถึงนายจ้าง
· อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร: ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติในการขอและรักษาใบอนุญาตทำงาน วีซ่า และสูติบัตรของบุตร เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการสุขภาพได้อย่างเต็มที่ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคลลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติในระบบประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ และสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของแรงงานข้ามชาติ
ข้อเสนอแนะต่อองค์กรภาคประชาสังคม
(NGO)
· การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการสนับสนุน:
ส่งเสริมความรู้แก่ครอบครัวแรงงานข้ามชาติในการดำเนินเรื่องด้านกฎหมาย การขอใบอนุญาตทำงาน
การลงทะเบียนเกิด และการเข้าถึงสิทธิประกันสังคม
· บริการสนับสนุนชุมชน:
จัดกิจกรรมรับเลี้ยงเด็ก เวิร์กช็อปสำหรับผู้ปกครอง และสร้างเครือข่ายเพื่อนร่วมงานเพื่อช่วยลดภาระการดูแลบุตรของแม่แรงงานข้ามชาติ
· การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิประกันสังคม:
รณรงค์ให้แรงงานข้ามชาติมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิในระบบประกันสังคม (SSS) ทั้งเรื่องคุณสมบัติ
สิทธิประโยชน์ และขั้นตอนการสมัคร เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วน
ส
โหลดเอกสารฉบับเต็ม


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น