การเสวนา "ความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย: ปลอดภัย ไม่แบก ไม่จม"
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
เรียบเรียงจากเนื้อหาการเสวนา
"ความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย:
ปลอดภัย ไม่แบก ไม่จม" (8 ธันวาคม 2568) โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์ ช่องว่างทางกฎหมาย
และข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืนสำหรับผู้หญิงไทย
สถานการณ์วิกฤตและความท้าทายในปัจจุบัน
ในท่ามกลางรอยต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี
2569 ประเด็นความมั่นคงในชีวิตของผู้หญิงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่สังคมไทยต้องเผชิญ
ข้อมูลจากการรายงานระบุว่าผู้หญิงไทยในปัจจุบันยังคงติดอยู่ในกับดักของสถานะ
"นางแบก" ที่ต้องรับภาระหลัก ทั้งในบทบาทความเป็นแม่ การดูแลผู้สูงอายุ
และการเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของครอบครัว (Unpaid Care Work) ส่งผลเสียต่อโอกาสพัฒนาตนเองและความก้าวหน้าในงาน
โดยที่ระบบสวัสดิการของรัฐยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงได้อย่างครอบคลุม
สถิติที่น่าตกใจคือสถานการณ์ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กในประเทศไทย
ซึ่งมีผู้ถูกกระทำเฉลี่ยสูงถึงวันละ 42 ราย ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นผลพวงจากค่านิยมชายเป็นใหญ่ ความตึงเครียดจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย
และภัยรูปแบบใหม่จากการคุกคามทางออนไลน์ นอกจากนี้
ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรที่อัตราเจริญพันธุ์รวม หรืออัตราการเกิด (Fertility
Rate) ต่ำกว่า 1
ซึ่งเราต้องการรักษาเสถียรภาพและผลักดันโครงสร้างประชากรให้ถึง 1.5–2.1
อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงดูบุตรกลับถูกมองว่าเป็น "ภาระส่วนตัว"
ของครอบครัวมากกว่าจะเป็น "บริการสาธารณะ" ที่รัฐต้องลงทุน
ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตนเอง
ขาดความมั่นคงในชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ
ช่องว่างทางกฎหมายและข้อจำกัดของสวัสดิการแรงงาน
แม้จะมีการขับเคลื่อนทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข:
- นิยามของ
"คู่สมรส" กับสิทธิลาคลอด: ปัจจุบันกฎหมายได้ขยายเวลาลาคลอดเป็น
120 วัน ซึ่งระบุสิทธิประโยชน์ให้เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียน
กลายเป็นอุปสรรคต่อพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียน เช่น แม่เลี้ยงเดี่ยว
แรงงานข้ามชาติที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้
ส่งผลให้ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เข้ามาช่วยดูแลเด็กไม่ได้รับสิทธิในการลาเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมครอบครัว
ตามกฎหมายใหม่ที่ให้ลางานเพื่อดูแลคนในครอบครัว
- แรงงานนอกระบบ: กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ไรเดอร์ และลูกจ้างทำงานบ้าน ยังขาดการคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ
เนื่องจากไม่ได้รับสิทธิประกันสังคมเท่ามาตรา 33
ทั้งในเรื่องค่าจ้างที่ไม่แน่นอนและขาดรายได้ในช่วงลาคลอด
- แรงงานนอกระบบและข้ามชาติเข้าถึงประกันสังคมยากเพราะข้อจำกัดด้านเอกสาร
ภาษา การละเลยของนายจ้างและภาระค่าใช้จ่าย
- สิทธิการลาคลอด 180 วัน: แม้ปัจจุบันจะขยายได้ถึง
120 วัน แต่ยังไม่ถึงเป้าหมาย 180 วันตามข้อเสนอของภาคประชาสังคม
ซึ่งเป็นระยะเวลาที่จำเป็นต่อสุขภาพมารดาและการส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมแม่
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างทางสังคม
ก.
สวัสดิการคุ้มครองความเป็นมารดาและเด็กเล็ก
- สิทธิลาคลอด 180 วัน: สนับสนุนให้แม่ได้รับสิทธิลา
180 วันพร้อมค่าจ้าง และให้ "พ่อ"
หรือคู่ชีวิตมีสิทธิลาช่วยดูแลบุตร เพื่อแชร์ภาระการดูแลอย่างเท่าเทียม
- เงินอุดหนุนเด็กเล็ก: เปลี่ยนจากการให้เฉพาะกลุ่มยากจนเป็น
"แบบถ้วนหน้า" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเสนออัตรา 1,000–3,000
บาทต่อเดือน ตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
- กองทุนคุ้มครองมารดา:
จัดตั้งกองทุนดูแลให้มารดาที่เปราะบางมีเกณฑ์รายได้ต่ำหรือไม่มีรายได้
เช่นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่พิการ แม่ในพื้นที่มีความขัดแย้ง
ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงทุกคนสามารถตั้งครรภ์ มีลูกและเลี้ยงลูกได้
เพิ่มอัตราการเกิดและคุณภาพชีวิตของเด็กทุกคน
- มาตรการทางภาษี: นำเครื่องมือทางการเงินมาใช้
เช่น การลดภาษีสินค้าจำเป็นสำหรับเด็ก
เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเบื้องต้นของครอบครัว
- มาตรการใช้เทคโนโลยี่เพื่อตั้งครรภ์ในอนาคตเมื่อพร้อม เช่น บริการการฝากไข่ (Egg freezing) หรือการอุ้มบุญ (Surrogacy)
ข. การยกระดับ
"เศรษฐกิจการดูแล" (Care Income and Economy)
· นโยบาย Work-Life Balance: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการสนับสนุนกิจการ
Care Economy โดย รับรองและให้คุณค่ากับงานดูแล
ให้ความสำคัญกับงานดูแลทั้งในครอบครัวและชุมชน
โดยกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแรงงานและสวัสดิการ
เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจการดูแลที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแล
· รัฐควรส่งเสริมการลงทุนในศูนย์บริการดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ดูแล
เพื่อลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล
· ศูนย์เลี้ยงเด็กและดูแลผู้สูงอายุในชุมชน:
เพิ่มจำนวนศูนย์เลี้ยงเด็กและผู้ช่วยเลี้ยงมืออาชีพในชุมชนและสถานประกอบการ
และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้พัฒนาศักยภาพตนเอง
สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ดูแลที่มีคุณภาพใกล้ที่ทำงานหรือในชุมชน
โดยมีเวลาทำการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของคนทำงาน เพื่อลดภาระของกลุ่ม "ย่า-ยาย"
· อาชีพผู้ช่วยดูแล (Caregiver and Care Income): เพิ่มจำนวนและพัฒนาทักษะและมาตรฐานค่าตอบแทนสำหรับผู้ช่วยเลี้ยงเด็กและผู้ดูแลผู้สูงอายุ
ให้เป็นอาชีพมีเกียรติ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ และพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนงานดูแลลูกหลาน
(Care Income) ที่ต้องแบกรับภาระการเลี้ยงหลานในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นย่า-ยาย
มิติกลุ่มเปราะบาง:
- แม่พิการ พื้นที่ขัดแย้ง
และแม่ชนเผ่า: ต้องใช้แนวคิด Tailored approach (ตรงข้าม One
size fits all) ซึ่งเป็นแนวทางที่ปรับให้เหมาะสมให้ตรงกับทักษะและความสนใจของแม่เปราะบางแต่ละกลุ่ม
พิจารณาขยายและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเกินกว่าระยะเริ่มต้น
เพื่อให้แม่เปราะบางมั่นคงทางการเงินระยะยาว อาทิ สนับสนุนเบี้ยยังชีพ 3,000 บาท และจัดหน่วยบริการแม่-เด็กในพื้นที่สูงหรือพื้นที่เข้าถึงยาก
รวมทั้งจัดบริการเฉพาะให้แม่พิการในการดูแลและเข้าถึงบริการสุขภาพ เช่น
รถรับส่ง
- การออมและสุขภาพเชิงรุก:
ร่วมมือกับนายจ้างและผู้ประกอบการ
ส่งเสริมการออมของลูกจ้างตั้งแต่ช่วงวัยทำงาน
ค. การคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและแรงงานนอกระบบ
- การปรับปรุงประกันสังคม: ปรับปรุงประกันสังคมมาตรา
40 ให้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ที่ใกล้เคียงกับแรงงานในระบบมาตรา 33 มากขึ้น
โดยเฉพาะการชดเชยรายได้ช่วงลาคลอด
ง.
ความปลอดภัยและการเข้าถึงความยุติธรรม
- ระบบคุ้มครองเชิงรุก: เพิ่มงบประมาณสำหรับการจัดการปัญหาและบริการ
เช่น บ้านพักฉุกเฉิน ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก
และแก้ไขนิยามทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศให้ครอบคลุมถึงโลกออนไลน์
เน้นระบบป้องกันความรุนแรงโดยให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน มิติ Gender ในโรงเรียน
(Gender-Transformative Prevention)
- พัฒนาระบบแจ้งเหตุและช่วยเหลือผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงให้เข้าถึงง่าย
รวดเร็ว ไม่ถูกตีตรา
(เช่น Police App)
- สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อทุกคน: การจัดโครงสร้างพื้นฐาน
เช่น ราวจับ ทางลาด และลิฟต์ ในพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับผู้หญิง ผู้สูงวัย
และคนพิการ
บทสรุป:
สวัสดิการเพื่อมารดาและเด็กคือการลงทุนเพื่ออนาคต
การแก้ไขปัญหาความมั่นคงของผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงการมุ่งให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
แต่คือการปรับปรุงโครงสร้างทางสังคมให้เกิดความเสมอภาค
รัฐบาลควรพิจารณาลงทุนในงบประมาณ Gender Responsive Budgeting เริ่มจากด้านสวัสดิการสังคมแม่และเด็กเล็กอย่างน้อย 1-2% ของ GDP
และแนวคิด Social Return on Investment (SROI) เพื่อผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาว
และเปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้กลายเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบการสงเคราะห์เป็นการให้สิทธิสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคม
เพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงทุกช่วงวัยจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่าง "ปลอดภัย
ไม่ต้องแบกรับภาระจนเกินตัว และไม่จมอยู่กับความเหลื่อมล้ำ" อีกต่อไป
ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตประชากรและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศ
Policy
Article: The Security and Well-being of Women of All Ages: “Safe, Unburdened,
and Uplifted”
This article presents a synthesis of the policy dialogue
conducted on December 8, 2025, which addressed situational analysis, identified
legal gaps, and offered structural recommendations for developing a sustainable
welfare state for Thai women.
Current Crisis and
Challenges
During a period marked by significant political transition and
the impending constitutional amendment in 2026, issues regarding women's life
security have emerged as a critical component of the national agenda. Evidence
indicates that Thai women continue to bear substantial responsibilities, the Burden
Trap, including roles as mothers, caregivers for the elderly, and primary
contributors to household economies. The prevalence of "unpaid care
work" restricts opportunities for personal development and career
progression.
Additionally, existing government welfare frameworks remain
insufficient in addressing practical needs. Data reveal an average of 42
reported cases of violence against women and children each day, with
contributing factors including entrenched patriarchal norms, economic
pressures, and evolving forms of online harassment. Thailand is also facing a
demographic challenge, as the total fertility rate has fallen below 1. Despite
these circumstances, childcare is perceived primarily as a private responsibility
rather than a public service that warrants governmental support, thereby
disproportionately affecting vulnerable women.
Legal Gaps and
Social Security Limitations
Despite advancements in legislation, several essential
challenges persist:
· Definition of
"Spouse" and Maternity Rights:
Existing Marriage Equality laws primarily extend benefits to legally registered
spouses. This framework poses obstacles for single mothers and migrant workers
who are unable to register, thereby restricting their support networks and
family members from accessing childcare leave.
·
Informal Workers: Individuals employed as home-based workers, riders,
and domestic workers do not receive the same level of social protection as
Section 33 employees, particularly with respect to income stability and paid
maternity leave.
·
The 180-Day Maternity Leave Goal: Although the leave period has been
increased to 120 days, it remains below the 180-day benchmark advocated by
civil society groups, which is considered vital for maternal health and
breastfeeding promotion.
Policy
Recommendations for Structural Reform
A. Maternity and
Early Childhood Protection Welfare
· 180-Day Maternity
Leave: Provision of 180 days (extended
from 120 days) of paid maternity leave for mothers, in addition to parental or
partner leave to promote equitable sharing of caregiving responsibilities.
· Universal Child
Subsidy: Implementation of universal child
subsidies, replacing targeted aid, to minimize inequality; proposed rates range
from 1,000 to 3,000 THB per month.
· Maternity
Protection Fund: Creation of a dedicated fund to support vulnerable or low-income mothers,
such as single mothers, mothers with disabilities, or mothers in conflict
areas, ensuring that all women can get pregnant and provide quality care for
their children.
· Tax Measures: Implementation of fiscal policies such as tax reductions on
essential child-related products to help mitigate the initial financial
responsibilities faced by families.
· Future Pregnancy
Technologies: Availability of
reproductive services—including egg freezing and surrogacy—provides individuals
with the ability to plan pregnancies in line with their personal circumstances
and needs.
B. Advancing the
"Care Income and Care Economy"
· Work-Life Balance
Policy: Facilitate collaboration between
public and private sectors to enhance the Care Economy. This entails formally
recognizing unpaid care work within labor and welfare policies.
·
Community Care Centers: Expand access to professional childcare and elder
care facilities across communities and workplaces. Ensure operating hours align
with working individuals' schedules to reduce reliance on family members, such
as grandmothers.
·
Professional Caregivers and Care Income: Establish comprehensive training
programs and standardized remuneration structures for caregivers, thereby
promoting caregiving as a respected profession essential to supporting an aging
population. Furthermore, assess the feasibility of providing "Care
Income" to caregivers of children who may be grandparents.
C. Protection for
Vulnerable Groups and Informal Workers
- Tailored
Support for Vulnerable Mothers: A tailored
approach must be used to support mothers with disabilities, lone mothers,
mothers in conflict areas, and tribal mothers, as opposed to a
one-size-fits-all solution, which means adjusting support to match the
skills and interests of each vulnerable group of mothers. Consider
expanding and providing ongoing support beyond the initial stage to ensure
long-term financial stability for these mothers. For example, provide a
living allowance of 3,000 baht, establish mother-and-child service units
in highland or hard-to-access areas, and offer specialized services for
mothers with disabilities to facilitate access to healthcare, such as
transportation.
- Social
Security Reform: Enhance Section 40 social
security benefits to align more closely with Section 33, particularly with
respect to maternity income compensation.
D. Safety and
Access to Justice
· Strengthening
Protection Systems: Allocate increased
funding for services such as emergency shelters and establish legal frameworks
to address online sexual harassment. Promote the development of accessible and
non-stigmatizing reporting platforms, such as a Police App.
· Proactive protection and prevention system: Increase budgets for managing problems and services, including
emergency shelters, violence against women and children, and amend the legal
definition of sexual harassment to include the online world. Emphasize violence
prevention systems through education on human rights and gender dimensions in
schools (Gender-Transformative Prevention).
· Inclusive
Infrastructure: Ensure that public
spaces are equipped with handrails, ramps, and elevators to facilitate access
for women, older adults, and persons with disabilities.
· Proactive saving and health: Collaborate
with employers and business owners to promote employee savings during their
working years.
Conclusion: Welfare
as an Investment for the Future
Addressing women’s security concerns
requires a comprehensive approach that goes beyond financial assistance and
aims to restructure society to achieve equity, adopting the concept of Social
Return on Investment (SROI). The government is encouraged to invest at least
1–2% of GDP in Gender Responsive Budgeting focused on maternal and child
welfare. Ultimately, transitioning from a charity-based model to a rights-based
social protection system will enable women across all age groups to live “Safe,
Unburdened, and Uplifted,” laying the foundation for resolving demographic
challenges and fostering sustainable national development.
สรุปรายงานเวทีเสวนานโยบายสาธารณะ
เพื่อความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย: ปลอดภัย ไม่แบก ไม่จม
Policy Dialogue: The security and well-being of women of all ages: Safe,
Unburdened, and Uplifted
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 08:30–16:00 น.
ณ ห้องประชุมพีโอนี ชั้น 6 อาคาร Lobby โรงแรมทีเค. พาเลซ
แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
สนับสนุนโดย Global Fund for Women and Global Alliance against Traffic in Women (GAATW)
..........................................................
ความเป็นมาของโครงการ
กิจกรรมเวทีเสวนานโยบายสาธารณะในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้โครงการ “เร่งรัดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมสำหรับมารดาและผู้ปกครองที่ทำงาน” เพื่อร่วมรณรงค์เนื่องในโอกาสวันยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิงสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับวาระสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการบริหารประเทศ ตลอดจนการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นต้นปี พ.ศ. 2569
ภาคีองค์กรร่วมดำเนินงานในโครงการ
องค์กรร่วมจัด
- สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา
(GDRI) สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ (APSW)
- เครือข่ายมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
(HomeNet Thailand)
- สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.)
- มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน (มสร.)
- คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า
- มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม
(มสส.)
- สมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ-AEPWWDs
- สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา
(สชพ.)
- สมาคมสมาพันธ์เครือข่ายเด็กและสตรีหูหนวกไทย
วัตถุประสงค์โครงการ
- ร่วมรณรงค์ในระดับสากลว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิง ตามแนวทางของ องค์การสหประชาชาติ
- เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพรรคการเมือง เพื่อรับฟังยุทธศาสตร์และแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้หญิงในทุกช่วงวัย ผลักดันให้แต่ละพรรคการเมืองให้คำมั่นที่จะผลักดันประเด็นดังกล่าวเป็นนโยบายในการหาเสียง รวมถึงพิจารณานำข้อเสนอแนะของประชาชนเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐบาลและรัฐสภาต่อไป
- กระตุ้นให้สังคมและสื่อมวลชนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความเหลื่อมล้ำและความปลอดภัย ส่งเสริมให้ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับผู้หญิงและเด็กในสังคมอย่างยั่งยืน
กำหนดการ เวทีเสวนานโยบายสาธารณะ
“ความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย: ปลอดภัย ไม่แบก ไม่จม”
Policy:
The security and well-being of women of all ages: Safe, Unburdened, and
Uplifted
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 08:30–16:00 น.
ณ ห้องประชุมพีโอนี ชั้น 6 อาคาร Lobby โรงแรมทีเค. พาเลซ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
---------------------------------------
09:30–09:45 กล่าวต้อนรับและเปิดเวทีเสวนา
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
09:45-10:00 ชมวิดีทัศน์ สถานการณ์ปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายการคุ้มครองมารดา
10:00–11:15 เสนอแนวทาง-นโยบายของพรรคการเมือง ในบริบทสวัสดิการและความคุ้มครองความ
เป็นมารดา ทั้งในระบบ นอกระบบ และกลุ่มเปราะบาง โดย
หลายทางเพศ สมาชิกวุฒิสภา
โดย
· คุณเรืองรวี พิชัยกุล สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา
· คุณจันทนา เอกเอื้อมณี มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
· คุณอภันตรี เจริญศักดิ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย
· คุณสุธาสินี แก้วเหล็กไหล มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน
· คุณชัยเดช นาวีวิจิตร รองประธานกรรมการบริษัท
บริษัทยามาฮ่ามอเตอร์พาร์ท แมนู
แฟคเจอริ่งประทศไทยจำกัด
· คุณพงศธร เลิศธนะสานิช ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
บริษัทยามาฮ่ามอเตอร์พาร์แมน
แฟคเจอริ่งประเทศไทยจำกัด
· รศ.ดร. เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหิดล
ดำเนินรายการ คุณเรืองรวี
พิชัยกุล
สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา
12:00–13:00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00–14:30 เสนอแนวทาง-นโยบายของพรรคการเมือง
ประเด็นการยุติความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิง
และเด็ก
และแนวทาง-นโยบาย บริบทความมั่นคงทางรายได้และสุขภาพสำหรับผู้หญิงสูง
วัยและสวัสดิการเด็กเล็ก
โดย
· สส. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์
กรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษย
ชนรองพรรคเพื่อไทย
สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย
· สส. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ รองประธานกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี
ผู้สูงอายุ ผู้
พิการกลุ่มชาติพันธุ์
และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
· สส. ภัสริน รามวงศ์ โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี
ผู้สูงอายุ ผู้พิการ
กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ
สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
·
สส.
พิมพ์กาญจน์ กีรติวิลาปกรณ์ โฆษกคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร
พรรคประชาชน
· คุณรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
· ดร.
รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย
· นายกองตรี
ดร. ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์
14:30–15:45 สะท้อนมุมมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสรุปข้อเสนอ
ครอบครัว
ผู้ดำเนินรายการ
คุณอุษา เลิศศรีสันทัด สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
15:45–16:00 สรุปและปิดการเสวนา
โดย คุณพูลทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธ์ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
พิธีการอำนวยการ คุณอารีวรรณ จตุทอง มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม
--------------------------------
ช่วงเช้า 09:00 น.
เทปการเสวนาช่วงเช้าติดตามได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=2CF048EI9OQ ความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย:ปลอดภัยไม่แบกไม่จม วันที่ 8 ธันวาคม 2568
“เวทีนี้จึงอยากมุ่งเน้นแนวคิดปลอดภัย ในกลุ่มผู้หญิงและเด็ก รวมทั้งจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้หญิง ไม่แบก ไม่จม ซึ่งเป็นงานวิจัยศึกษาทางเศรษฐกิจภายใต้ความเป็นมารดา ซึ่งพบว่าผู้หญิงต้องแบกภาระดูแลลูก ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลเศรษฐกิจของครอบครัว จนขาดการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำ จะขาดโอกาสการเข้าถึงสวัสดิการ”
คุณปานจิตต์ แก้วสว่าง ได้กล่าวต้อนรับและอธิบายถึงผู้สนับสนุนคือ Global Fund for Women และกล่าวถึงการริเริ่มโครงการที่คุณ Bandana Pattanik ในนาม Global Alliance against Traffic in Women (GAATW) ได้ประสานงานกับทางองค์กรภาคีและได้ให้ทุนผ่านสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและพัฒนา
09:45–10:00 น. รับชมวิดีโอประสบการณ์แม่จาก
หลากประสบการณ์
สว. อังคณา นีละไพจิตร กล่าวว่า ในบทบาทของ
สว. ทบทวนร่างกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรได้ร่างไว้หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.
คุ้มครองแรงงาน ในประเด็นสิทธิของสามีที่จะมาดูแลภรรยา และจะเปลี่ยนคำว่า
"คู่สมรส" ซึ่งจะกระทบกับแรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เช่น
สามีจะไม่มีสิทธิลางานเพื่อดูภรรยาได้ โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ หากจะจดทะเบียนสมรส
ต้องมีหลักฐานจากต้นทางมาให้กับนายจ้าง ส่วนเรื่องที่ผ่านมาคือ
พ.ร.บ. ลาคลอด เชื่อว่าจะก่อให้เกิดปัญหากับแรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ บางคนอาจไม่มีสามีหรือสามีเสียชีวิตหรือถูกสามีทิ้ง
ทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น
หากระบุไว้เฉพาะคู่สมรสโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามาช่วยเหลือดูแล
จะเท่ากับว่าหญิงที่ไม่จดทะเบียนสมรสจะไม่ได้รับสิทธิ
ความท้าทายคือกฎหมายที่ออกไปแล้วอยู่ที่การนำไปปฏิบัติ ก็จะทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการที่ดี เช่น สิทธิการลาคลอด ให้สามีช่วยเลี้ยงดูลูก ซึ่งระบุว่าคู่สมรสทำให้คนที่ไม่ได้จดทะเบียนเข้าไม่ถึงสิทธิ หรือให้พ่อแม่พี่น้องมาดูแลก็ไม่ได้ ดังนั้นขอให้ดูรายละเอียด เพราะถ้ามีการเข้าถึงความยุติธรรมจะมีปัญหาในการตีความ รวมถึงการเรียกร้องสวัสดิการผู้หญิง เช่น ห้องให้นมบุตร แม้แต่ในสภายังไม่มี อยากให้รัฐทำเป็นแบบอย่างก่อน ขณะนี้มีการแก้กฎหมายการคุกคามทางเพศ และได้เพิ่มเติมนิยามของการคุกคามทางเพศ รวมทั้งคำว่าอนาจารซึ่งไม่มีนิยามในกฎหมายไทย การแก้ไขนี้ไม่ครอบคลุมการชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี สำคัญที่สุด คือการไม่มีงบประมาณสำหรับหญิงและเด็ก
คุณรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่าการผลักดันชีวิตความเป็นอยู่และสวัสดิภาพของผู้หญิงและแรงงานเป็นเรื่องยาก แต่หลังจากอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ก็เริ่มมีองค์กรภาคประชาชนที่ทำงานด้านแรงงาน สตรี และเด็ก เตรียมจะขอเข้าพบเพื่อเสนอนโยบายพรรคในเรื่องแรงงาน สตรี และเด็ก เนื่องจากเพิ่งมีการเปลี่ยนคณะกรรมการนโยบาย
คุณวิไลพร งามเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา กล่าวสนับสนุนการมีศูนย์เด็กเล็กในโรงงาน รวมการขยายวันลาคลอดเพราะเคยลำบากเรื่องนี้มาก่อน และการมีศูนย์ฯแก้ปัญหาให้แม่ได้จริง
ผศ.ดร. อาภา ภัคภิญโญ กรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ เสนอให้ทุกคนมีการออมตั้งยังหนุ่มสาว รายได้มาจากหลายทาง รักษาสิทธิของตน ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง อย่ายอมเหนื่อยจากการเป็นแม่ ย่า ยาย และอยากให้ทุกหน่วยจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อ ต่อผู้หญิง ผู้สูงวัย คนพิการ เช่น ราวจับ ทางลาด ลิฟท์ ฯลฯ
รศ.ดร.เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์ คณะสังคม ศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เสนอให้พิจารณาเรื่องการอุ้มบุญ และการฝากไข่ของผู้หญิงที่เตรียมเป็นแม่แต่ยังไม่พร้อมตั้งครรภ์ในตอนนี้ เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มการเกิ
คุณชัยเดช นาวีวิจิตร
รองประธานกรรมการบริษัท บริษัทยามาฮ่ามอเตอร์พาร์ทแมนูแฟคเจอริ่งประทศไทยจำกัด
คุณเชิดชัย กัลยาวุฒิพงษ์
ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ สรทช.
คุณฐิรชัย สีหล้า ประธานสหภาพแรงงานวายพีเอ็ม
ทีบริษัทยามาฮ่าฯ
คุณชาลี ลอยสูง ที่ปรึกษา
สมาพันธ์สมานฉันท์
แรงงานไทย
ทั้ง 4 ท่านประกาศจุดยืนของภาคประกอบการว่ายินดีที่จะทำตามกฎหมายการขยายเวลาคลอด 120 วัน รวมทั้งการจัดทำให้มีมุมแม่ มีการจัดส่งนมกลับไปให้ลูกที่อยู่ต่างจังหวัด มีศูนย์เด็กเล็กในโรงงาน ซึ่งทั้งหมดนั้นได้เริ่มทำไปล่วงหน้าแล้ว และยืนยันว่าวิธีนี้ไม่กระทบกับรายได้ของบริษัท แต่กลับทำให้พนักงานทุกคนมีความสุข มีกำลังใจทำงาน ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือเราจะเป็นตัวอย่างนำร่องให้กับบริษัทอื่น ๆได้ศึกษาทำตามอย่างคุณชาลีเสนออีกว่า เป้าหมายต่อไปคือ ILO 183 และการเลือกตั้งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าการผลักดันนี้จะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองและรัฐบาล
11:15–12:00 น. สะท้อนมุมมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสรุปข้อเสนอจากงานวิจัย
คุณเรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา สรุปว่าต้องทำให้เกิดการคุ้มครองสวัสดิการมารดาก่อนจึงจะแก้ปัญหาการเกิดน้อยได้ งานวิจัยด้านการคุ้มครองทางสังคมสำหรับมารดากลุ่มเปราะบางมีโจทย์ว่า เนื่องจากสถานการณ์เด็กไทยมีอัตราเกิด (Fertility Rate) น้อยกว่าหนึ่ง แต่ต้องการเป็น 1.5 ในเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ทั่วโลกต้องการถึง 2.1 เพื่อทดแทนประชากร ดังนั้นต้องเปลี่ยนแนวคิดการเลี้ยงลูกให้เป็นเรื่องของบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องของสาธารณะ ไม่ใช่แค่ภาระของครอบครัว และเสนอให้รัฐบาลลงทุน 1-2% ของจีดีพี แต่ตอนนี้ยังลงไม่ถึง 1% ของจีดีพี และการมีผู้ช่วยเลี้ยงเด็กและผู้ดูแลเป็นสิ่งที่ต้องผลักดัน เพราะตอนนี้ภาระการดูแลเด็กเล็กตกเป็นของย่า-ยายเสียส่วนใหญ่
1.
ให้มีการคุ้มครองทางสังคมแบบถ้วนหน้า
เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานในระบบและนอก
ระบบ
ส่งเสริมให้ลูกจ้างทำงานบ้านเข้าประกันสังคมมาตรา 33 พร้อมสมทบเงิน
2. สิทธิการลาคลอดและการชดเชยรายได้ – เสนอให้รัฐจ่ายเงินชดเชยในช่วงลาคลอด 180 วัน โดยแม่ได้รับ 3,000 บาท/เดือน
และพ่อได้รับ 2,000 บาท/เดือน
3. สิทธิด้านสุขภาพและบริการที่เป็นมิตรต่อแม่และเด็ก – โรงพยาบาลควรปรับปรุงระบบบริการให้เหมาะสมกับแม่แรงงานนอกระบบ
4. การส่งเสริมความรู้ด้านอาชีวอนามัยและสุขภาพจากการทำงาน – จัดอบรมเชิงรุกและตรวจสุขภาพ
ประจำปีสำหรับแรงงานนอกระบบ จัดให้ใช้พื้นที่สาธารณะ
5.
ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพที่เข้าถึงได้ – เปิดรับเด็กอายุ 2–5 ปี และมีเวลาทำการสอดคล้องกับชั่วโมงทำงานของแรงงานนอกระบบ
6. จัดพื้นที่ให้นมบุตรและเก็บน้ำนมในชุมชน – โดยเฉพาะในตลาดหรือพื้นที่ทำงานของแม่ค้า
7. การคุ้มครองการจ้างงาน – ขยายสิทธิคุ้มครองไปยังแรงงานในอาชีพอื่น
ๆ เช่นเดียวกับลูกจ้างทำงานบ้าน
8.
นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐจัดทำ “ฐานข้อมูลแม่เลี้ยงเดี่ยว”
เพื่อให้สามารถออกแบบสวัสดิการเฉพาะกลุ่มได้แม่นยำ
และเน้นบทบาทขององค์กรท้องถิ่นและชุมชนในการร่วมแก้ปัญหา
9. เพื่อเป็นการสนับสนุน นโยบายการเพิ่มประชากร เสนอให้รัฐจัดให้มีการฝากไข่ (Oocyte Cryopreservation หรือ Egg Freezing) หรือการแช่แข็งเซลล์ไข่....ฟรี
คุณอภันตรี เจริญศักดิ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เน้นแรงงานแม่ในระบบ รัฐวิสาหกิจคลิปวิดีโอประกอบโครงงานวิจัย
ข้อเสนอเชิงนโยบายสิทธิความเป็นมารดาในภาคส่วนแรงงาน สสรท.
ภายใต้โครงการเร่งรัดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมสำหรับมารดาและผู้ปกครองที่ทำงาน
https://www.youtube.com/watch?v=947sloE_P4U Version ภาพรวม
12 นาที
https://youtu.be/947sloE_P4U Version สั้นๆ (รวมไฮไลต์ไม่มีบทสัมภาษณ์) 3 นาที
นอกจากนี้ ยังพบอุปสรรคด้านการบริหารของนายจ้าง เช่น
การไม่ชำระเงินสมทบของนายจ้าง การขึ้นทะเบียนที่ไม่ต่อเนื่อง
ขั้นตอนเรียกร้องสวัสดิการที่ซับซ้อน และค่าธรรมเนียมโรงพยาบาลล่วงหน้า
ส่งผลให้สิทธิประโยชน์ถูกตัดทอนในทางปฏิบัติ ยังมีอุปสรรคด้านภาษา การขาดล่ามในโรงพยาบาลและสำนักงานประกันสังคม
ก่อให้เกิดความสับสนทางข้อมูลและลดการเข้าถึงบริการ อีกประการหนึ่งคือ
วิกฤตด้านการดูแลเด็ก การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่ปลอดภัยและราคาเข้าถึงได้
ทำให้มารดาต้องลาออกหรือกลับไปทำงานก่อนเวลา แบกรับภาระสองเท่า
โดยบางครั้งต้องพาเด็กไปยังพื้นที่ทำงานที่ไม่ปลอดภัย มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบาย
1. เร่งรัดการต่ออายุวีซ่า
ใบอนุญาตทำงาน
และการจดทะเบียนเกิดบังคับใช้ในบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตาม
กฎหมายประกันสังคม
2. ขยาย MHIS ให้ครอบคลุมเงินช่วยเหลือหลังคลอดและการดูแลเด็ก
ส่งเสริมระบบคุ้มครองแรงงานนอก
ระบบรับรองลาคลอดและดูแลเด็ก
3. รับรองลาคลอดแบบมีค่าจ้าง
และการทำงานที่ยืดหยุ่น
4. จัดหาล่ามในบริการด้านสุขภาพ
5. นายจ้างสนับสนุนการจัดเอกสารให้ถูกต้องรับรองการมีสิทธิ์ประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง
จัดบริการดูแล
บุตรหรือทารกที่ยืดหยุ่น
และให้ข้อมูลสิทธิประโยชน์เป็นภาษาของแรงงานและ
6. ขอให้ภาคส่วนต่างๆ
รวมทั้งภาคประชาสังคมช่วยเหลือด้านกฎหมายเรื่องการต่อวีซ่า
การออกสูติบัตร
และการเรียกร้องสวัสดิการ
จัดบริการดูแลเด็กในชุมชนและสนับสนุนการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและขั้น
ตอนของประกันสังคม
ช่วงบ่าย
เทปเสวนาตลอดช่วงบ่ายติดตามได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=tSby8XFMoDk ความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย 8 ธันวาคม 2568 ช่วงบ่าย
13:00–16:00 น. เสนอแนงทางและนโยบายของพรรคการเมือง ประเด็นการยุติความรุนแรงทางเพศต่อผู้
หญิงและเด็ก ต่อเนื่องด้วยแนวทางและนโยบายในบริบทความมั้นคงทางรายได้และ
สุขภาพสำหรับผู้หญิงสูงวัย รวมถึงสวัสดิการเด็กเล็ก
สส. ภัสริน ถ่ายทอดประสบการณ์จากบ้านพักฉุกเฉิน
(ของสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ) พบว่าค่าใช้จ่ายดูแลผู้พักอาศัย 3 เดือนสูงถึง 70,000 บาทต่อราย ยังไม่รวมผลกระทบทางจิตใจ
รัฐต้องดูแลประชากรตั้งแต่แรกเกิด โดยเสนอให้มองแม่และเด็กเป็นหน่วยเดียวกัน
และออกแบบนโยบายตามแต่ละช่วงวัย
พร้อมยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียที่ออกแบบชุมชนขนาดเล็กเพื่อการดูแลร่วมกันและสร้างค่านิยมใหม่
ซึ่งไทยควรนำมาประยุกต์ใช้
ในด้านผู้สูงอายุ ชี้ว่าหลายคนลื่นล้มในห้องน้ำจนติดเตียงและต้องได้รับการดูแลระยะยาว โดยผู้หญิงในครอบครัวมักเป็นผู้รับผิดชอบหลัก รัฐต้องมีนโยบายรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน เสนอให้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่จัดเป็นสวัสดิการสำหรับคนพิการ เน้นว่าการเข้าถึงข้อมูลและบริการยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกรณีล่วงละเมิดทางเพศ ทุกพรรคและทุกภาคส่วนควรผลักดันนโยบายบนฐานข้อมูลที่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม
ช่วงสะท้อนมุมมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสรุปข้อเสนอ
คุณอุษาเสนอให้มี แนวปฏิบัติที่เป็นภาคบังคับ (mandatory)
สำหรับบุคลากรสาธารณสุข
เมื่อพบกรณีความรุนแรงในครอบครัวต้องแจ้งเหตุและเชื่อมต่อสู่กระบวนการคุ้มครองและสอบสวนโดยอัตโนมัติ
ไม่ผลักภาระให้ผู้หญิงต้องตัดสินใจแจ้งความเอง
ไม่เน้นการไกล่เกลี่ยเพื่อกลับไปอยู่ร่วมกับผู้กระทำ
แต่ควรมีกระบวน การเรียกผู้กระทำเข้าสู่ระบบ เช่น ข้อตกลงไม่ใช้ความรุนแรง
การปรับพฤติกรรม หรือมาตรการป้องกันการกระทำซ้ำในความสัมพันธ์ใหม่
นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นปัญหาการขาดมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP)
ที่เชื่อมโยงระหว่างกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานสาธารณสุข
และบ้านพักเด็กและครอบครัว ซึ่งหลายแห่งยังมีข้อจำกัดทั้งงบประมาณและบุคลากร
ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงและผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้อย่างเพียงพอ
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย
การจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนทางสังคมด้านการคุ้มครองผู้หญิงที่ประสบความรุนแรง
การมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและดูแลสวัสดิการอย่างรอบด้าน
การคุ้มครองสิทธิด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้หญิงที่ต้องออกจากบ้านเดิม
แม่เลี้ยงเดี่ยว และผู้เริ่มต้นชีวิตใหม่
รวมถึงบูรณาการมิติการป้องกันความรุนแรงและความปลอดภัยทางออนไลน์ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน
1. ข้อเสนอสำคัญ
ได้แก่จัดเก็บข้อมูลความรุนแรงแบบแยกประเภท
และแยกเพศ (Gender-disaggregated
data) เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงและสร้างความตระหนักในสังคม
2. คุ้มครองสิทธิในการตัดสินใจของคนพิการ
โดยเฉพาะในเรื่องร่างกายและชีวิต
3. เพิ่มการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและข้อมูลสิทธิ
พัฒนาศูนย์พักพิงให้เข้าถึงได้จริงทั้งด้านอาคารสาธารณูปโภค และบริการ
4. บูรณาการคนพิการในนโยบายภัยพิบัติและการช่วยเหลือฉุกเฉิน
เช่น ถุงยังชีพที่มีผ้าอนามัย แพมเพิสผู้ใหญ่ อุปกรณ์เฉพาะ
5. พัฒนาแอปพลิเคชันและระบบข้อมูลรัฐให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยเฉพาะผู้พิการทางการเห็นและการได้ยิน
คนหูหนวกถูกละเมิดทางเพศเข้าดูการคุ้มครอง https://www.gdrithailand.org/post/ความรุนแรงต่อผู้หญิง
และลดปัญหาเด็กตกหล่นจากระบบ
พื้นที่ รวมถึงการขยายช่วยอายุและรูปแบบการดูแล
3. การคุ้มครองเด็กทุกคนในประเทศไทย รวมถึงเด็กพิการ เด็กออทิสติก
และเด็กที่ย้ายถิ่น ให้ได้รับการปกป้องจากความรุนแรงและมีโอกาสพัฒนาอย่างเท่าเทียม
ทั้งนี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเด็กเล็ก
ซึ่งประกอบด้วยกว่า 450 องค์กร
ยืนยันจะติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
และพร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองที่ผลักดันนโยบายสวัสดิการสังคมอย่างจริงจัง
คุณนัฏญา วรชินา
ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
ได้กล่าวถึงบทบาทของกรมฯ ในฐานะหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อน พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
โดยกรมฯ มีคณะกรรมการและกลไกหลายระดับร่วมดำเนินงาน ทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติ
พร้อมระบุว่า ข้อคิดเห็นและข้อเสนอทได้รับจากเวทีนี้จะถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ
เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงและเป็นฐานในการผลักดันงานในอนาคต โดยกรมฯ
ตั้งเป้าจะผลักดัน ประเด็นความรุนแรงในครอบครัวให้เป็นวาระแห่งชาติ
ขณะนี้เริ่มจากการรวบรวมข้อเสนอจากกว่า 20 องค์กรที่ได้ลงนาม MOU เมื่อปี 2566
ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร
ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ข้อจำกัดของกฎหมาย
และการบูรณาการงานระหว่างหน่วยงานที่ยังไม่เป็นระบบ หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือ การขาดฐานข้อมูลกลางด้านความรุนแรงในครอบครัว
เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีระบบจัดเก็บข้อมูลต่างกัน
ส่งผลให้ข้อมูลที่รายงานยังขาดความเชื่อมโยงและคลาดเคลื่อน
จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดระบบฐานข้อมูลกลางร่วมกัน นอกจากนี้
ในด้านกระบวนการยุติธรรม พบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 10 และ 40
ของพระราชบัญญัติฯ ที่ยังมีข้อจำกัดทั้งในด้านจำนวนและสถานะของพนักงานเจ้าหน้าที่
รวมถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน
ส่งผลให้บางกรณีต้องใช้ช่องทางศาลแทนมาตรการคุ้มครองในพื้นที่
นอกจากนี้
มีข้อเสนอให้ลงทุนเชิงระบบใน มาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ เช่น
ระบบสัญญาณเตือนภัยและแอปพลิเคชันที่ทุกกลุ่มเข้าถึงได้ รวมถึงการพัฒนาหลักสูตร
“ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยในโลกดิจิทัล” สำหรับเด็กและเยาวชน
ด้านการคุ้มครองและฟื้นฟูผู้ถูกกระทำ กรมฯ เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนา รูปแบบสถานที่พักพิงที่ปลอดภัย
(Safe House Model) ที่ให้บริการครบวงจร ทั้งสุขภาพจิต ทักษะอาชีพ
และระบบดูแลระยะสั้น–ยาว เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูชีวิตของผู้เสียหายอย่างยั่งยืน สุดท้าย กรมฯ กำลังเร่งผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับ
ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (ฉบับปรับปรุง)
และร่าง พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์
โดยยืนยันว่าจะนำข้อเสนอจากเวทีนี้เสนอต่อผู้บริหารกระทรวงอย่างครบถ้วน
เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม
สรุปและปิดการประชุม
คุณพูลทรัพย์
สวนเมือง ตุลาพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
บริบทของการรณรงค์
ในช่วงวันที่ 25 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม ของทุกปีเป็นช่วง “16 วันแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก” ซึ่งเป็นวาระระดับโลก ไม่เฉพาะในประเทศไทย โดยเวทีในวันนี้ได้ร่วมกันอภิปรายภายใต้หัวข้อ “ความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย: ปลอดภัย ไม่แบก ไม่จม" ประเด็น “ปลอดภัย”
ในประเด็น
“ปลอดภัย” ที่ประชุมได้เน้นถึงปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก
และย้ำว่าไม่ควรให้รัฐมองความรุนแรงเป็นเพียงภาระค่าใช้จ่าย
แต่ควรมองเป็นการลงทุนทางสังคม มีการกล่าวถึงความคืบหน้าทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อาทิ กฎหมายคุ้มครองทางเพศ กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว การใช้แอปพลิเคชัน My Police ตลอดจนข้อจำกัดด้านบุคลากร เช่น เจ้าหน้าที่ด้าน Gender และนักสังคมสงเคราะห์ที่ยังมีจำนวนไม่เพียงพอ
รวมถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน ครอบครัว ที่ทำงาน และโลกออนไลน์
ที่ประชุมยังเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนต่อผู้หญิงที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรง
รวมถึงการคุ้มครองผู้หญิงพิการและแรงงานข้ามชาติทุกคนในประเทศไทย
ประเด็น “ไม่แบก
ไม่จม”
ในประเด็น
“ไม่แบก ไม่จม” ได้อภิปรายถึงการลดภาระงานดูแลของผู้หญิง ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์
การลาคลอด การให้นมบุตร
และการเปิดโอกาสให้สามีหรือคนในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลบุตร
โดยย้ำว่างานดูแลเป็นงานสาธารณประโยชน์และเป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรได้รับ การมีศูนย์เลี้ยงเด็กที่เพียงพอ
มีคุณภาพ และสอดคล้องกับเวลาทำงานของผู้ปกครองจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ข้อเสนอเชิงนโยบายและความคาดหวัง
นอกจากนี้
ยังมีข้อเสนอให้รัฐมีนโยบายสนับสนุนแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นพิเศษ การคุ้มครองรายได้
การส่งเสริมการมีงานทำ และการเพิ่มสวัสดิการให้กับผู้ทำงานดูแล เช่น
ลูกจ้างทำงานบ้าน ผู้บริบาล หรือ Caregiver
เพื่อให้สามารถทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างสมดุล รวมถึงการจัดระบบบำนาญที่เหมาะสม
เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า และสวัสดิการผู้สูงอายุ ท้ายที่สุด ได้เน้นย้ำว่า
ในปีถัดไปซึ่งเป็นช่วงการเลือกตั้งทั่วไป
เครือข่ายภาคประชาสังคมคาดหวังว่าข้อเสนอทั้งหมดจากเวทีนี้จะถูกบรรจุเป็นนโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรค
เพื่อสร้างสังคมที่ผู้หญิงและทุกคนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย
ไม่แบกภาระเกินควร และไม่จมอยู่กับความเปราะบาง
ส่งท้าย ข้อเสนอต่อพรรคการเมือง ในการพัฒนานโยบายการเมืองสำหรับการเลือกตั้งทั่วไป
ในปี 2569
การขับเคลื่อนการดำเนินงานการคุ้มครองมารดาเพื่อเพิ่มอัตราการเกิดของเด็กที่ประสบผลสำเร็จ
สำหรับแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เริ่มได้ด้วยรากฐานร่วมดังนี้:
การมีส่วนร่วมในระดับสูง: ความสำเร็จขึ้นอยู่กับผู้นำทางการเมืองและการบูรณาการเป้าหมายการคุ้มครองมารดา
เพื่อเพิ่มอัตราการเกิดของเด็กในกระบวนการตัดสินใจหลักของพรรคการเมืองและรัฐบาล
ตัวอย่างเช่น การออกกฎหมาย และการกำหนดเป้าหมายในกฎหมายระดับชาติ เช่น ประเทศเกาหลีใต้
ประเทศญี่ปุ่น หรือ สิงคโปร์
การกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานด้านการคุ้มครองมารดาเพื่อเพิ่มอัตราการเกิดของเด็กที่จริงจัง:
ต้องมีข้อมูล ตัวเลข สถิติ ที่มีคุณภาพและการวิเคราะห์เพศสภาพ (Gender Analysis) เช่นเดียวกับการศึกษาจากองค์กรที่ดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองมารดาและการเพิ่มประชากรในหลายประเทศที่เผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย
ซึ่งงบประมาณเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง
แต่ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของสังคมและมุมมองในเรื่องเพศสภาพ สิทธิแรงงานของสตรี
รสนิยมของคนรุ่นใหม่ในวัยเจริญพันธุ์ รวมถึงสิ่งที่สนองต่อการใช้ชีวิตเช่น ความสมดุลระหว่างงานและชีวิต
(Work-Life Balance) และการบูรณาการประเด็นนี้เข้าสู่ยุทธศาสตร์และงบประมาณการพัฒนาระดับประเทศในทุกมิติ
ทั้งทางเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ และการลงทุนเพื่อผลตอบแทนทางสังคม (Social
Return on Investment)
มองไปข้างหน้า เปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร้างของประชากร
ภาวะเด็กเกิดน้อยเป็นเรื่องวิกฤต เร่งด่วน และต้องเป็นวาระแห่งชาติ
เปลี่ยนแนวคิดเรื่องการมีบุตรเป็นความรับผิดชอบของสาธารณะและสังคม
ไม่ใช่เพียงของครอบครัวหรือพ่อแม่เท่านั้น
มีข้อเสนอโครงการที่รัฐบาลสามารถอนุมัติได้ อาทิ
การจัดตั้งกองทุนการคุ้มครองมารดาเพื่อเพิ่มอัตราการเกิดของเด็ก
นำเครื่องมือทางการเงินและภาษีมาผสมใช้ เช่น การลดภาษีเครื่องจำเป็นของเด็ก เพิ่มเงินอุดหนุนบุตร
การเพิ่มศูนย์เลี้ยงเด็กและพี่เลี้ยงเด็ก
การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนกิจการ Care Economy
และเปลี่ยนคำมั่นสัญญาเหล่านี้ให้เกิดความก้าวหน้าที่จับต้องได้
-------------------------------

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น