โครงการ "เสียงของผู้หญิงต่อการทำนโยบายทางสังคมต่อรัฐบาลและพรรคการเมือง"

 

     
 

"เสียงของผู้หญิงต่อการทำนโยบายทางสังคมต่อรัฐบาลและพรรคการเมือง"
(Women's Voices for Social Policy and Platform Development)
 สนับสนุนโดย กองทุนสมานฉันท์แห่งชาติ


        สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ภายใต้สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่น สุทธนารีนาถ ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อจัดทำโครง การ “เสียงของผู้หญิงต่อการทำนโยบายทางสังคมต่อรัฐบาลและพรรคการเมือง” ภายใต้ประเด็นหลัก 2 ประเด็น คือ การลดและแก้ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก และ สวัสดิการเพื่อสนับสนุนความเป็นมารดา  ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผู้หญิงในสังคมไทยกำลังเผชิญด้วยภาวะท้าทายอย่างยิ่ง และเมื่อเสร็จสิ้นโครงการแล้ว ข้อเสนอทางออกในรูปแบบข้อเสนอเชิงนโยบายนี้ ได้นำเสนอต่อรัฐบาลและพรรค การเมืองต่างๆ

การดำเนินโครงการแบ่งออกเป็น 2 โครงการย่อย คือ 

โครงการย่อยที่ 1  “ผนึกพลังประชาสังคม รัฐ และการเมือง สู่สังคมปลอดความรุนแรง" เพื่อศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาหลักที่ผู้หญิงกำลังเผชิญ และรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมทั้งตัวอย่างที่ดี (Good Models) ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมด้วยการจัดทำเวทีเสวนากับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่เป็นเจ้าของปัญหารวมทั้งกลุ่มหลากหลายทางเพศ โดยให้การมุ่งค้นหามูลค่าความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นผู้ที่เป็นผู้ถูกกระทำและองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือบริการ เพื่อรวบรวมจัดทำรายงาน “ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยุติความรุนแรงในครอบครัวที่มีต่อผู้หญิงและเด็ก:ศึกษากรณีมูลค่าความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว”

งานศึกษานี้ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สะท้อนให้เห็นความต้องการที่หลากหลายของผู้หญิงที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งกฎหมาย นโยบายและกลไกต่างๆ จะต้องคำนึงถึง สรุปได้ ดังนี้

    -    แก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวให้เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชน คำนึงถึงความปลอดภัยและความต้องการของผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลาง

o    บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
 
o      ให้บุคลากรดูแลด้านสุขภาพและสาธารณสุขเป็นกลไกด่านหน้าในการเข้าถึงผู้หญิงและเด็กที่ประสบความรุนแรงในครอบครัว ให้มีหน่วยงานคดีความรุนแรงในครอบครัวใน One Stop Crisis Center (OSCC) ภายใต้เวชศาสตร์ครอบครัว

o  จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานระดับประเทศ กรณีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (National Standard  Operating Procedures) ตามหลักการสิทธิมนุษยชน และคำนึงถึงความแตกต่างของผู้ถูกกระทำ เน้นกลุ่มที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เช่น หญิงและเด็กที่พิการ

-    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรจัดให้มีหน่วยพิเศษ (Special Unit) มีความเชี่ยวชาญในการทำคดีทางเพศ เพิ่มพนักงานสอบสวนหญิงให้บริการในทุกอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งไม่จำเป็นต้องประจำที่สถานีตำรวจเพียงแห่งเดียวแต่พร้อมให้บริการเมื่อถูกเรียก (On call duty) เพื่อรองรับการดำเนินคดีความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวเป็นการเฉพาะ

-    จัดบริการทางสังคมรองรับผู้หญิงและเด็กที่ประสบความรุนแรงที่พิเพียง รวมถึงการจัดงบประมาณด้านบุคลากร ส่งเสริมการดำเนินงานและขยายผลการดำเนินงานตามต้นแบบการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมที่มีบทเรียนและประสบการนณ์ในการบำบัดผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว

-   ให้มีแงทุนช่วยเหลือผู้ถูกกระทำให้สามารถตั้งต้นชีวิตใหม่ทางด้านอาชีพการงาน หลังจากได้รับการบำบัดฟื้นฟูแล้ว 

-   หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ควรจัดทำฐานข้อมูลสถิติเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก ผู้หญิง และบุคคลในครอบครัว แยกออกจากความรุนแรงทางเพศอื่นๆ ในระดับประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 

โครงการย่อยที่ 2 “ส่งเสริมความเป็นมารดา คือทางออกของครอบครัวและสังคมมั่นคง-ยั่งยืน” จัดทำการศึกษา สำรวจสถานการณ์ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับมารดาทุกกลุ่ม และรวบรวมกฎหมาย นโยบาย รูปแบบการปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ ที่เป็นกรณีศึกษาที่เป็นตัวอย่างที่ดี และสิ่งที่ต้องแก้ไขปรับปรุง” โดยจัดเวทีเสวนาสาธารณะนำเสนอผลงานการศึกษา “สำรวจสถานการณ์ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับมารดาทุกกลุ่มรวมทั้งแม่เลี้ยงเดี่ยว” ใน 5 ภูมิภาค คือ ภาคตะวันออก ภาคใต้  ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน  กลุ่มเป้าหมาย คือ แรงงานทั้งในและนอกระบบ หญิงพิการ แม่เลี้ยงเดี่ยว แม่วัยรุ่น ผู้ยากไร้ ชนเผ่า ผู้หญิงที่ทำงานในระบบราชการ และครอบครัวของคนที่ทำงานอาชีพอิสระ การจัดเวทีนี้ เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาและเพิ่มเติมให้ผลการศึกษาฯมีความสมบูรณ์ และรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้จากเวทีนำไปผนวกกับการศึกษา ผลิตเป็นเอกสารงานวิจัย“เศรษฐศาสตร์ของความเป็นมารดาในประเทศไทย: Mothernomics in Thailand โดยมีคำถามสำคัญ 3 ข้อคือ 1) เป็นแม่นั้นดีอย่างไร 2) ทำไมผู้หญิงหลายคนจึงไม่อยาก หรือ ไม่พร้อมมีลูก และ 3) การเป็นแม่สร้างผลดีให้เศรษฐกิจอย่างไร  

ผลการศึกษา พบว่า

1. ต้นทุนทางการเงิน เป็นปัจจัยแรกที่แม่ไม่พร้อมมีลูก เนื่องจากจากการเลี้ยงดูลูกไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่านม ค่าใช้จ่ายในการศึกษา และอื่นๆ ประมวลจากจำนวนเด็กที่เกิดในแต่ละปีช่วง 0-6 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2565 ต้นทุนในการเลี้ยงดูลูก 0-6 ขวบให้มีคุณภาพมีค่าใช้จ่ายอย่างต่ำ 1.2 ล้านบาทต่อคน

2. ต้นทุนค่าเสียโอกาส จากรายได้เฉลี่ยลูกจ้างในภาคบริการในแต่ละประ เภท เฉลี่ยมีรายได้เพียง 16,520 บาทต่อเดือนหรือ 198,240 บาทต่อปี เป็นแรง งานเพศหญิงรวมทั้งสิ้นจำนวน 17.63 ล้านคน กระจายในภาคเกษตรกรรม 5.2 ล้านคน ภาคบริการและอื่น 9.5 ล้านคน และภาคการผลิต 2.9 ล้านคน โดยผู้หญิงเป็นหัวหน้าครัวเรือนร้อยละ 38.9 จากแรงงานเพศหญิงทั้งหมด 17.63 ล้านคน ในปี 2564 เป็นจำนวน 6.85 ล้านคน ซึ่งมีนัยยะถึงความเป็นมารดาหรือความเป็นแม่มีความเสี่ยงที่จะถูกลดค่าจ้าง หรือเลิกจ้าง ทำให้มีรายได้ลดลง แม้ส่วนใหญ่จะเลือกที่จะมีงานที่มั่นคงทำมากกว่าที่จะเลือกมีลูก เมื่อมีรายได้จำกัด โดยเฉพาะแรงงานผู้หญิงเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างหรือขาดรายได้เมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐ กิจขึ้น อาทิ การแพร่ระบาดโควิด 19 หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ และที่ปัจจัยสำคัญที่ไม่พร้อมมีลูกคือการขาดศูนย์ดูแลเด็กเล็กก่อนวัยเรียนที่ไม่แพงเกินไป เพียงพอ และยืดหยุ่นเวลาปิดเปิด เพื่อช่วยให้แม่ พ่อ และครอบครัวมีงานทำและเลี้ยงลูกไปพร้อมกันได้ เป็นต้น

3. ต้นทุนประเภทที่ไม่ใช่การเงิน หมายถึง ต้นทุนการทำงานบ้านของผู้หญิงหรือมารดาหรือแม่ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 26% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยในปี 2566 คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมูลค่าประมาณ 18.4 ล้านล้านบาท จะเป็นต้นทุนการทำงานบ้านของผู้หญิงมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาทซึ่งมูลค่าส่วนนี้ไม่ได้นับรวมไว้ในบัญชีรายได้ประชาชาติหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศแต่อย่างใด ทำให้งานดูแล (Care Giving Works) ไม่อยู่ในกระแสหลักของพัฒนาประเทศ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

1ภาครัฐควรสร้างสภาพแวดล้อมและจัดกรอบงบประมาณเพื่อพัฒนาแม่และเด็กใหม่ด้านสวัสดิการภาครัฐและตลาดแรงงงานในประเทศไทยให้เอื้อสำหรับคนที่คิดจะมีครอบครัวและมีลูก รวมทั้งรัฐบาลควรดำเนินการ  เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต เริ่มจากการที่รัฐควรสนับสนุนเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า จาก 0-6 ขวบจากเดิมเป็นแบบเจาะจงเฉพาะครอบครัวยากจน ดำเนินไปพร้อมกับการส่งเสริมความเป็นมารดา ได้แก่ 1) การขยายวันลาคลอดของแม่แบบได้รับค่าจ้าง (Maternity Leave with Pay) เช่น ขยายเป็น 180 วัน 2) การส่งเสริมการลาของบิดาเพื่อช่วยภรรยาดูแลลูกหลังคลอด (Paternity Leave) ควรขยายเวลาการลาดูแลลูกหลังคลอดของผู้ชายให้มากกว่า 15 วัน และ 3) การเพิ่มการลาเพื่อดูแลบุตร (Parental Leave) ทั้งในระบบราชการและสถานประกอบการทั่วไปควรเพิ่มประเภทการลาเพื่อดูแลบุตร 4) การจัดบริการศูนย์ดูแลเด็กเล็กให้มีคุณภาพและครอบคลุมในทุกพื้นที่ รับตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ยืดหยุ่นเวลาปิด-เปิด  5) ควรยืดหยุ่นกติกา พร้อมส่งเสริม เช่น ให้งบประมาณเพิ่ม ศูนย์ดูแลเด็กเล็กของเอกชน ที่เปิดตามชุมชนเพื่อสามารถให้บริการในเงื่อนไขที่พ่อ-แม่จ่ายได้

2การสร้างแรงจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบาย ได้แก่ 1) โดยการลดภาษีสำหรับเอกชนที่มีนโยบายในองค์กรที่สนับสนุนความยืดหยุ่นในการทำงานของพนักงานในทางที่เป็นมิตรต่อครอบครัวของพนักงาน เช่น การสร้างห้องให้นมเด็กแรกเกิด การเพิ่มวันลาคลอดของแม่และของพ่อ 2) การให้มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้ กรณีบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาหรือศูนย์พัฒนาการให้กับเด็กปฐมวัย หรือสูงขึ้นไป เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของแรงงานทั้งในและนอกระบบ ทำให้ตลาดแรงงานในประเทศไทยเอื้อสำหรับคนที่ต้องการมีครอบครัวและมีลูกไปพร้อมๆกัน ทำให้รายได้ของประเทศสูงขึ้น เมื่อมีแรงงานแม่-พ่อเข้าสู่แรงงานมากขึ้น

3. การเพิ่มบทบาทชุมชนท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ โดยจัดตั้งศูนย์พัฒนาครอบครัวระดับชุมชน และศูนย์ดูแลเด็กเล็ก เพื่อดูแลคนทุกช่วงวัยในชุมชน

ในการดำเนินโครงการทั้งสองโครงการย่อยที่ได้รับทุนสนับนันุนจากกองทุนสมานฉันท์แห่งชาติ มีผู้เข้าร่วมให้ข้อมูล และความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ จำนวนถึง 1,198 คน จำแนกเป็น ผู้หญิง 1,095 คน ผู้ชาย 101 คน LGBT 2 คน

รายงานวิจัย “ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยุติความรุนแรงในครอบครัวที่มีต่อผู้หญิงและเด็ก”

https://heyzine.com/flip-book/746fc105b7.html

รายงานวิจัย “เศรษฐศาสตร์ความเป็นมารดาในประเทศไทย”  

https://heyzine.com/flip-book/3687ac1093.html








กิจกรรมรณรงค์กับรัฐบาลและพรรคการเมือง เพื่อนำเสนอและเผยแพร่ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการลดและแก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศ เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็ก” และ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่งเสริมความเป็นมารดา คือทางออกของครอบครัวและสังคมมั่นคง-ยั่งยืน” โดยใช้รูปแบบการนัด เพื่อเสวนาแลกเปลี่ยน รวมทั้งการให้ข่าวทางสื่อออนไลน์ต่างๆ

สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ร่วมกับองค์กรเครือข่าย อาทิ มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม คณะกรรมการสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ฝ่ายสตรีและเยาวชน คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า และนักวิจัย เพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย ต่อพรรคการเมือง 14 พรรค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดังนี้

วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 เข้าพบพรรคประชาธิปัตย์ ณ ที่ทำการพรรค โดยมี ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค และคุณอภิชาติ  ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค ให้การต้อนรับ และเสวนาแลกเปลี่ยน พร้อมรับข้อเสนอพรรค ทั้งนี้ทางพรรคยินดีสนับสนุนเรื่องเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า เพราะที่ผ่านมานโยบายพรรคมีการส่งเสริมและสนับสนุนสตรี เด็ก ผู้พิการ หลากหลายทางเพศและผู้สูงอายุในทุกมิติอยู่แล้ว






วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 เข้าพบพรรคประชาชาติ ณ ห้อง CB 403 อาคารรัฐสภา โดยมี สส.อับดุลอายี สาแม็ง และสมาชิกพรรคประชาชาติ ให้การต้อนรับ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยน ทั้งนี้พรรคยินดีสนับสนุนเรื่องเด็กและสตรี เสนอให้รวบรวมข้อเสนอทั้งหมดในนามภาคประชาชนยื่นยัติเข้าสภาฯ




วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 เข้าพบพรรคชาติไทยพัฒนา ณ ที่ทำการพรรค โดยมี ผศ.ดร.สันติ  กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรค และคุณนิกร  จำนง ผู้อำนวยการพรรค คุณกมลชนก  พุคยาภรณ์ โฆษกพรรค และคุณเสมอัน  เที่ยงธรรม กรรมการพรรค ให้การต้อนรับ และกล่าวในฐานะที่หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เสนอให้มีนโยบาย 5X5 (5 นโยบาย 5 มาตรการ) ซึ่งรวมวัยทำงาน วัยเด็ก เยาวชน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ สำหรับร่าง พรบ.ความรุนแรงฯที่ พม.เสนอนั้น ได้รวมกฎหมายคุ้มครองเด็ก และได้เพิ่มกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานตำรวจ เข้าอยู่ในกระบวนการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงแล้ว และผ่านชั้นสัมฤทธิ์ผลแล้ว เหลือเพียงคณะกรรมาธิการ เสนอให้ทางคณะฯทำข้อสรุปว่าต้องการให้ รมต.พม.ทำอะไร



วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 เข้าพบพรรคก้าวไกล ณ ห้อง CB 531 อาคารรัฐสภา โดยมี สส.ศิริกัญญา  ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค สส.ภัสริน  รามวงค์ สส.ปารมี  ไวจงเจริญ  ให้การต้อนรับ และร่วมแลกเปลี่ยนประเด็น พร้อมรับข้อเสนอที่ทางองค์กรยื่น ทั้งนี้ สส.ศิริกัญญาได้กล่าวว่า ทางพรรคได้อภิปรายเรื่องนี้และให้การสนับสนุนเรื่องเด็กแรกเกิดมาตลอด แต่เรื่องกฎหมายมุมนมแม่ก็ถูกปัดตกไปโดย สส.ฝ่ายรัฐบาล ในร่างกฏหมายฉบับนี้รวมหลายๆเรื่องอยู่ด้วยกัน จึงทำให้ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ อย่างไรก็ตามทางพรรคเห็นด้วยทุกข้อเสนอแนะ และจะนำไปพิจารณาเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อไป



วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เข้าพบพรรคเพื่อไทย ณ ที่ทำการพรรค โดยมี ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ รองเลขาธิการพรรค ดร. ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค คุณชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรค และคุณกิตติ์ธัญญา  วาจาดี สส.อุบลราชธานี ให้การต้อนรับ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ และกล่าวว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินการร่าง พรบ.ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งร่าง พรบ.ฉบับนี้ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของพรรคเพื่อไทย โดยจะล้อไปกับฉบับของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และพร้อมรับข้อเสนอแนะจากงานวิจัยของสถาบันฯนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขในข้อกฎหมายต่างๆ ต่อไป



วันที่ 5 มิถุนายน 2567  เข้าพบพรรคพลังประชารัฐ ณ ที่ทำการพรรค โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค นำโดย พล.ต.อ. ดร.ธรรมศักดิ์  วิชชารยะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรค และประธานคณะกรรมการด้านประสานงานและอำนวยการ ดร.มล. กรกสิวัฒน์  เกษมศรี กรรมการยุทธศาสตร์พรรค/รองประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ  ดร.สยาม  สระแก้ว เลขานุการคณะกรรมการด้านนโยบายฯ ดร.มนูญ พรหมลักษณ์ เลขานุการคณะกรรมการด้านวิชาการ คุณภูรภัทร์  ยั่งยืน คณะทำงาน พล.ต.อ.ดร.ธรรมศักดิ์  ชิชชารยะ และคุณภาดา  วงศ์อุไร คณะทำงานด้านวิชาการ ให้การต้อนรับ ร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนประเด็น ทั้งนี้ทางพรรคเล็งเห็นความสำคัญในประเด็นต่าง ๆ และยินดีรับข้อเสนอนำไปเป็นแนวนโยบายของพรรค





วันที่ 6 มิถุนายน 2567 เข้าพบพรรครวมไทยสร้างชาติ ณ ที่ทำการพรรค โดยทางพรรคมอบหมายผู้แทนพรรคที่เป็นผู้ดูแลเรื่องสิทธิสตรีและเยาวชน ประกอบด้วยคุณรัดเกล้า  สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรคและรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยอดีตผู้สมัคร สส.กทม. ประกอบด้วย ดร. ณัฐวรินธร  บวรภัควุฒิสิริ และ ดร. กาญจนา  ภวัครานนท์ ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังข้อเสนอ และเห็นด้วยกับนโยบายที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงสามารถทำงานควบคู่กับการเป็นแม่และเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพ  เรื่องสังคมสูงวัย และจำนวนประชากรที่ลดลงของประเทศไทย ควรเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องได้รับการผลักดันอย่างเร่งด่วน 



วันที่  13  มิถุนายน  2567  เข้าพบพรรคไทยสร้างไทย ณ ที่ทำการพรรค ได้มีคุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรค ดร.ณรงค์  รุ่งธนวงศ์ ผู้อำนวยการพรรค คุณธวัชชวิน  โกพัฒน์ตา กรรมการบริหารพรรค คุณเบสท์  วงศ์ไพโรจน์กุล รองโฆษกพรรค และคุณปรียดา  วรกีรติกุล ฝ่ายสตรีและเด็ก ให้การต้อนรับ ในการนี้ทุกท่านให้ความสนใจและร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นต่าง ๆ ทั้งนี้คุณหญิงสุดารัตน์ เห็นถึงความสำคัญในข้อเสนอต่าง ๆ พร้อมให้คำแนะนำให้ทางคณะรวบรวมข้อเสนอที่สำคัญต่าง ๆ นำมาพบปะพูดคุยอีกครั้ง ทางพรรคยินดีและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการและภาคประชาสังคม



วันที่ 18 มิถุนายน 2567 เข้าพบพรรคภูมิใจไทย โดยมี สส.วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.จังหวัดสตูลและกรรมการบริหารพรรค พร้อมด้วย สส.กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.จังหวัดอ่างทอง และกรรมการบริหารพรรค พร้อมคณะ ให้การต้อนรับและรับฟังข้อเสนอ ทั้งนี้ สส.วรศิษฎ์ ให้ข้อคิดเห็นเรื่องการกำหนดให้สถานประกอบการมีศูนย์ดูแลเด็กเล็ก มีสถานที่ที่เหมาะสม เช่น ในเขตอุตสาหกรรม บางที่สามารถกำหนดให้มีศูนย์ได้ เด็กจะได้อยู่กับแม่ ไม่ต้องส่งลูกไปอยู่กับ ปู่-ย่า ตา-ยาย หากครอบครัวมีความอบอุ่นมีคุณภาพ จะนำมาซึ่งเศรษฐกิจที่มีการทำงานมีคุณภาพ แรงงานได้ประโยชน์ นายจ้างได้ประโยชน์ ถ้าเพิ่มได้ อยากให้ได้วันลาคลอดสูงสุด 180 วันตามที่ได้เสนอ ทั้งนี้ต้องดูพื้นฐานประเทศด้วยว่าจะนำเงินที่ไหนมาเติมเต็ม หลายๆอย่างกำหนดเป็นนโยบายได้แต่บางอย่างทำไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นพรรครัฐบาล สิ่งที่ทำได้ก่อนคือเรื่องที่ไม่ใช้งบประมาณ สิ่งไหนที่พรรคทำได้ ก็จะทำให้ดีที่สุด เห็นด้วยกับข้อเสนอต่างๆ โดยเฉพาะแม่และเด็กเป็นเรื่องสำคัญ



วันที่ 25 มิถุนายน 2567 เข้าพบพรรคชาติพัฒนา โดยมี ดร. อรัญ พันธุมจินดา รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการพรรค ดร. ยศยา ชิยาปภารักษ์ อดีตผู้สมัคร สส.เขตพระโขนง บางนา และคณะ ให้การต้อนรับร่วมรับฟังข้อเสนอ และเห็นด้วยกับข้อเสนอยินดีรับเรื่องเพื่อไปขับเคลื่อนต่อไป พร้อมจะนำข้อเสนอต่างๆเสนอท่าน สส.วรรณรัตน์  ชาญนุกูล เรื่องเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ มีการเรียกร้องมาตลอด ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพื่อขับเคลื่อนไปด้วยกัน ทั้งนี้มีข้อเสนอว่าควรมีการแก้ไขทั้งเรื่องกฎหมายและงบประมาณ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ควรเป็นเจ้าภาพดำเนินการทั้งหมด เช่น กฎหมายหลายฉบับไม่ถูกบังคับใช้ การบริหารจัดการควรมีเจ้าภาพชัดเจนและลงมือทำอย่างจริงจัง จะต้องมีการบูรณาการทำงานทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้ทำงานด้วยกัน  ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ทั้งนี้พรรคชาติพัฒนาไม่มีสส.มากพอที่จะทำอะไรได้มาก แต่พรรคมีนโยบายที่ส่งเสริมด้านสังคม มีจุดยืนในการทำงาน และมีอุดมการณ์ชัดเจนในการทำงานด้านนี้อยู่แล้ว


วันที่ 27 มิถุนายน 2567 เข้าพบพรรคเสรีรวมไทย โดยมี พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค คุณวิรัตน์  วรศสิริน รองหัวหน้าพรรค ดร.นภาพร  เพ็ชร์จินดา รองหัวหน้าพรรค และคุณเกศศิริ  เรืองกาญจนเศรษฐ์ โฆษกพรรค ให้การต้อนรับ รับฟังข้อเสนอ เข้าใจและเห็นด้วยกับข้อเสนอต่างๆ และพร้อมสนับสนุนหากพรรคมีเสียงมากพอ

วันที่ 28 มิถุนายน 2567 เข้าพบพรรคเป็นธรรม โดยมี ดร.ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม ให้การต้อนรับ รับฟังข้อเสนอ และเห็นด้วยกับข้อเสนอต่างๆ พร้อมทั้งยินดีมากที่ทางคณะให้ความสำคัญกับพรรคเล็กที่มีสส.เพียง 1 ท่าน สำหรับประเด็นต่าง ๆ ที่นำเสนอทางพรรคยินดีน้อมรับเพื่อนำไปพิจารณาเป็นนโยบายของพรรค



วันที่ 11 กรกฎาคม 2567 เข้าพบพรรคครูไทยเพื่อประชาชน โดยมี สส.ดร.ปรีดา บุญเพลิง หัวหน้าพรรค พร้อมนายเจริญ  ชัยสิทธิ์  รองหัวหน้าพรรค และ พ.ต.นนทินินทร์  ธรรมปนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสส. ให้การต้อนรับและรับฟังข้อเสนอ ทั้งนี้หัวหน้าพรรคกล่าวว่า ประเด็นต่างๆที่นำเสนอนั้นทางพรรคเข้าใจดี และพรรคให้ความสำคัญกับเด็กและผู้หญิงมาตลอด ในฐานะที่เป็นครูและอยู่กับเด็กมาตลอด ถึงแม้จะเป็นพรรคเล็กที่มี สส.เพียง 1 ท่าน แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้หญิงและเด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 เข้าพบพรรคใหม่ โดยมี นายสุรสิทธิ์  มัจฉาเดช ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. จ.ส.อ.ประเดิม พรมตรี ผู้ช่วยดำเนินงานพรรค และนายแดนฟ้า กล้วยไม้ ณ อยุธยา คณะทำงานพรรค ให้การต้อนรับ และรับฟังข้อเสนอ ทั้งนี้นายสุรสิทธิ์กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอยินดีรับข้อร้องเรียน เพราะตนเป็นประธานคณะปปช.ประจำผู้แทนราษฎร ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน ทั้งนี้พร้อมนำข้อเสนอต่างๆส่งต่อไปยังสส.กฤติทัช  แสงธนโยธิน หัวหน้าพรรคต่อไป


วันที่ 16 สิงหาคม 2567 เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 กระทรวงแรงงาน โดยนายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอารี  ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีฯ นายวรรณรัตน์  ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวขอบคุณสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ที่มาให้ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลงานวิจัยและปัญหาเกี่ยวกับการดูแลคุ้มครองสิทธิแรงงานหญิงในกลุ่มแรงงานอิสระ กลุ่มแรงงานนอกระบบ และกลุ่มเปราะบาง ครอบคลุมไปถึงความรุนแรงและการคุกคามแรงงานหญิง สิทธิการลาคลอด 180 วัน และให้พ่อลาดูแลบุตรได้ 30 วันเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ครอบครัว โดยท่านรัฐมนตรีและคณะพร้อมรับฟังและให้การสนับสนุนในส่วนบทบาทของกระทรวงแรงงานที่สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้หญิงมีสิทธิลาคลอด 180 วัน ในการนี้ท่านรัฐมนตรีขอนัดคณะทำงานร่วมปรึกษาหารือรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อรวบรวมประเด็นที่ต้องการให้กระทรวงดำเนินการ และวางแผนงานอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานและนำเรื่อง
เสนอเข้า ครม.ต่อไป  











ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รายงานเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ปลด "เดอะแบกของมัม" ด้วยการลงทุนในสวัสดิการมารดา เพื่อสร้างคนคุณภาพของวันพรุ่งนี้ Freeing “Mom’s Burdens” through Investment in Maternal Welfare to Build Quality People for Tomorrow

ข้อเสนอรวบรวมจากเวทีเสวนา “สร้างเสริมกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรต่อทุกเพศสภาพ”