ฝ่า-ฟัน กี่ด่าน กว่าจะได้เป็น “ส.ส.หญิง”

 

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2564

- ส.ส. ผ่องศรี  แซ่จึง                  (พรรคเพื่อไทย จ.ศรีสะเกษ)

- อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท  (อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์)

- ดร. ถวิลวดี  บุรีกุล                  (สถาบันพระปกเกล้า)

ดำเนินรายการโดย คุณเรืองรวี  พิชัยกุล  (สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา)


อะไรคือแรงบันดาลใจทำให้อยากเป็น ส.ส. และใครช่วยตัดสินในในการเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง


อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท  กล่าวว่า ตนเป็นนักกิจกรรมมาตั้งแต่เป็นนักศึกษา
  และรับราชการเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยมหิดลมา  18  ปี ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาหลายครั้ง  เช่น  16 ตุลา  14  ตุลา  6 ตุลา ได้ร่วมกิจกรรมประชาธิปไตยกับนักศึกษา ได้เห็นนักศึกษาต่อสู้กับความโหมเหี้ยมทางการเมือง จึงได้ตัดสินใจลาออกจากราชการ  ได้ร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวในการผลักดันเรื่องกฎหมายต่างๆ ทำให้เห็นถึงปัญหาเมื่อไปยื่นหนังสือหรือยื่นข้อเรียกร้องต่อสภานั้นเข้าถึงยากมาก และตนเคยได้ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ  คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  รู้สึกว่าเรายังไม่มีอำนาจเป็นทางการ เสนออะไรไปก็ยากที่จะเข้าถึง  จึงตัดสินใจสมัครเป็น ส.ส. เพื่อผลักดันกฎหมายหรือนโยบายต่าง ๆ ที่สำคัญได้มากกว่า 

ส.ส. ผ่องศรี  แซ่จึง  กล่าวว่า เคยรับราชการครูมาก่อน โดยส่วนตัวนั้นไม่ชอบเรื่องการเมือง แต่บังเอิญรัฐธรรมนูญปี 2540 ประกาศใช้ ให้การเลือกตั้งแบ่งเขตเล็กเป็นครั้งแรก ซึ่งสามีตนเป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาก่อน แต่คุณสมบัติไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องวุฒิการศึกษาต้องจบปริญญาตรี และมองเห็นว่าในเขตพื้นที่อยู่นั้นเป็นถิ่นกำเนิด ซึ่งสามีของตนใฝ่ฝันมากที่จะลงสมัคร ส.ส. โดยหวังว่าถ้าได้เป็น ส.ส.อาจจะทำอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น สามีจึงให้ตนลงสมัครแทนเนื่องจากมีคุณสมบัติคือจบปริญญาตรี  พร้อมกับในขณะที่ตนเป็นครูได้ทำกิจกรรมและช่วยเหลือชุมชนมาโดยตลอด จึงเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกับคนในชุมชน ทำให้ตัดสินใจลงสมัครในสมัยแรกและได้รับการเลือกตั้ง

ดร. ถวิลวดี  บุรีกุล  กล่าวว่า สำหรับตนนั้นมีผลงานวิจัยค่อนข้างเยอะ และถ้าถามว่าทำไมสนใจเรื่องนี้ เนื่องจากครั้งหนึ่งได้รับเชิญจาก IDRC เข้าร่วมประชุมที่ประเทศเม็กซิโกเป็นการประชุมผู้หญิงทั้งหมด ในนามประเทศไทย รู้สึกขายหน้า เพราะประเทศแถบเอเชียทำเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง เรื่องความเสมอภาค ประเทศไทยไม่มี Activities เรื่องส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคของผู้หญิง  มีผู้หญิงในสภาเยอะ แต่ไม่มีผลงานอะไร หลังจากกลับมาได้นำข้อมูลวิจัยที่มีมาวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรทำไมผู้หญิงไม่เข้าสู่การเมือง และปัจจัยอะไรที่จะทำให้ผู้หญิงเข้าสู่การเมือง ได้ทำ Servey พบเห็นอะไรค่อนข้างเยอะ ดังนั้นจึงได้มาทำเรื่องความเสมอภาค และเรื่องการจัดทำงบประมาณอย่างไรให้มีความเสมอภาค รวมทั้งได้มีโอกาสเข้าไปผลักดันกับอาจารย์บวรศักดิ์ สุวรรณโณ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับอาจารย์มีชัย  วีระไวทยะ  หากถามว่าอยากเล่นการเมืองหรือไม่นั้น ขอตอบว่า ชอบเป็นนักวิชาการมากกว่า ชอบวิพากษ์วิจารณ์การเมืองทุกระดับ และพอใจที่จะอยู่ตรงนี้ ขอส่งเสริมนักการเมืองที่ดีจะดีกว่า เพราะถ้าเข้าไปแล้วอาจถูกจำกัดด้วยเรื่องของระบบในพรรค ซึ่งตนทนไม่ได้ เป็นเหตุผลที่ว่าอยู่วงนอกแต่พยายามผลักดันในเรื่องของภาคพลเมืองจะดีกว่า

ในการแข่งขันในสนามเลือกตั้งที่ผ่านมา อะไรคือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ได้รับชัยชนะ หรือทำให้แพ้การเลือกตั้ง


อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท  มองว่าเป็นบทบาทของแต่ละคน สำหรับตนนั้นเกิดจากความชอบ และเป็นคนที่ทำกิจกรรมมาตลอด ทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ  จากผลงานและประสบการณ์จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน  การรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ หรือการเมืองต่าง ๆ ทำให้ได้สัมผัสและรู้จักนักการเมืองเป็นอย่างดี จึงไม่ยากที่จะได้รับการยอมรับในการสมัครเข้าเป็นนักการเมือง อย่างไรก็ตามตนมองว่า การที่จะได้รับการเลือกตั้งแบบเขตนั้น ถึงจะมีผลงานทางการเมือง มีความสามารถอย่างไรก็ตาม แต่หากไม่ได้รู้จักและคลุกคลีกับชาวบ้านก็ยากที่จะได้รับเลือก ทำให้ตนพลาดจากการได้รับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต   ทั้งนี้ด้วยการที่เป็นคนที่กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ มีความสามารถประสบการณ์ในการทำงานด้านการเมืองและการรณรงค์ต่างๆ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับ จึงได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ

 

ส.ส. ผ่องศรี  แซ่จึง  กล่าวว่า ปัจจัยชี้ขาดในการเลือกได้รับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ต้นทุนที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว  คือ สามีเป็นนักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งการคลุกคลีกับชาวบ้านและทำกิจกรรมแบบเสมอต้นเสมอปลาย ปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง คือ ตนเคยเป็นครูแนะแนวและครูฝ่ายปกครอง มีบุคลิกภาพส่วนตัวเรื่องความจริงใจต่อพี่น้องประชาชน ทำกิจกรรมทุกอย่าง ตะลอนไปแนะแนวเด็ก ไปเคาะประตูให้เด็กมาเรียนหนังสือ หาทุนให้เด็กเรียน ตั้งมูลนิธิโรงเรียน มีความสัมพันธ์กับชาวบ้าน และที่สำคัญที่สุดคือเราต้องเป็นที่รู้จัก ช่วยเหลือชุมชน มีต้นทุนที่ดูแลพี่น้องประชาชนได้ พึ่งพาได้ และเราได้ทำประโยชน์อะไรบ้าง ที่คิดว่าเมื่อเค้าเลือกเราแล้วเค้าจะไม่ผิดหวัง

ระบบเลือกตั้งแบบไหนที่เอื้อให้ผู้หญิงมีโอกาสมากที่สุด  และถ้าให้มีการออกแบบระบบการเลือกตั้งใหม่ท่านจะเสนอแบบใด

 

อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท  กล่าวว่า บัตร 2 ใบทำให้คนตัดสินใจง่าย  บางคนเขาชอบคนแต่ไม่ชอบพรรค บางคนชอบพรรคแต่ไม่ชอบคน สามารถตัดสินใจได้ง่ายกว่าบัตรใบเดียว     ตอนรัฐธรรมนูญ 50  ที่แบ่งเป็นภาค บัญชีรายชื่อ แบ่งเป็นสัดส่วน ผู้หญิงจะมีโอกาสมากกว่า      บัตรใบเดียวทำให้คนลงคะแนนสับสน  การคิดคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เข้าใจยาก  จริงแล้วประเทศไทยไม่ได้จำกัดเรื่องผู้หญิง แต่ก็ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับ จากที่ได้ไปอบรมให้ผู้หญิงข้าสู่การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น จะเห็นได้ผู้หญิงยังได้รับการเลือกตั้งน้อยอยู่มีการแข่งขันกันสูง   พรรคประชาธิปัตย์สมัยคุณอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ก็พยายามสนับสนุนผู้หญิงในหลาย ๆ ทาง เช่น  สาขาพรรค 11 คน ต้องมีผู้หญิงไม่น้อยกว่า 2 คน คือ  กรรมการบริหารพรรค 39  คน ต้องมีผู้หญิงไม่น้อยกว่า 10  คน บัญชีรายชื่อ 5 คน มีผู้หญิง 1  คน แต่จะสังเกตได้ว่า ผู้ชายที่อยู่ในพรรคเองก็ยังไม่ยอมรับ และผู้หญิงก็ยังไม่กล้าพอ   แต่อยากเรียกร้องให้พรรคการเมืองเห็นความสำคัญของการคำนึงถึงสัดส่วนหญิงชายในการส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นระบบเขตเลือกตั้งหรือระบบรายชื่อ

ส.ส. ผ่องศรี  แซ่จึง  กล่าวว่า สำหรับตนนั้นคิดว่า แบบบัตร 2 ใบ และแบบแบ่งเขตเล็ก เพราะระบบเลือกตั้งที่ไม่ได้เอื้อเฉพาะผู้หญิง แต่เป็นการสร้างโอกาสของนักการเมืองที่ไม่สามารถจะเกิดได้ในเขตใหญ่ การแบ่งเขตเล็กนั้นจะทำให้การดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง เขตเดียวคนเดียว คิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะแบบแบ่งเขตเล็กตนคงไม่มีวันนั้น แบบบัตร 2 ใบนั้นทำให้คนสามารถเลือกคนที่เค้ารักและพรรคที่เค้าชอบได้ ในปี 2550 เป็นการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ต้องยอมรับว่ายุ่งยากและเหนื่อยมาก ดูแลกันไม่ทั่วถึง คนที่มีสายป่านน้อยเกิดยาก และปี 2560 คิดว่าไม่เหมาะอย่างยิ่ง ผู้สมัครเยอะคะแนนกระจาย บัตรดูค่อนข้างยาก ทั้งคนทั้งพรรคอยู่ด้วยกันทำให้สับสน สมควรแก้อย่างยิ่ง ถ้าถามว่ามีผลที่เอื้อต่อผู้หญิงอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งแบบบัตรหนึ่งใบหรือสองใบก็ตาม คิดว่าไม่เป็นผลต่อผู้หญิงเท่าไร เพราะถ้าเขาไม่ต้องการคนนั้น แต่ยอมรับว่าผู้หญิงมีโอกาสน้อยและไม่เชื่อมั่นที่จะลงสมัคร ที่ผ่านมาผู้หญิงที่ได้รับการเลือกตั้งก็จะมาจากภูมิหลังมาจากครอบครัวนักการเมือง และโดยตัวผู้หญิงเองที่ขาดความเชื่อมั่นที่จะลงสมัคร และอำนาจนิยมที่ผู้หญิงไม่ยอมเลือกผู้หญิงด้วยกัน แม้แต่บางตำบลยังไม่ยอมเลือกกำนันที่เป็นผู้หญิงยังมีอยู่ ดังนั้นตนขอสรุปว่า โอกาสของผู้หญิงไม่ว่าในระดับไหนก็ตาม ถ้าไม่มีปัจจัยพิเศษยากมากที่ผู้หญิงจะเข้าสู่การเมืองได้ เพราะฉะนั้นต้องมีกฎหมายพิเศษเข้ามาเสริม

 

ดร. ถวิลวดี  บุรีกุล  ท่านได้ให้ข้อมูลตามตารางงานวิจัยที่ค้นพบว่า ระบบบัญชีรายชื่อนั้นผู้ชายสมัคร 2,188 คน โอกาสที่จะได้ 5.62% ผู้หญิงลงสมัคร 622 คน โอกาสที่จะได้ 4.34% ในระบบแบ่งเขต ผู้ชายสมัคร 8,246  คน ได้ 3.55% ผู้หญิงสมัคร 2,335 คน ได้ 2.3%  จะเห็นได้ว่าระบบบัญชีรายชื่อผู้หญิงมีโอกาสจะได้รับเลือกค่อนข้างเยอะกว่าระบบเขตมาก เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาระบบบัญชีรายชื่อที่จะทำให้ผู้หญิงเข้ามาได้ ถ้าเป็นระบบเขตยิ่งเป็นเขตใหญ่ด้วยนั้น โอกาสที่ผู้หญิงจะได้ค่อนข้างน้อยมาก แต่ถ้าเป็นแบบแบ่งเขตเล็กผู้หญิงก็จะมีโอกาสมากกว่า ดร. ถวิลวดีกล่าวต่อไปว่า ตนเองได้มีโอกาสร่วมร่างรัฐธรรมนูญกับ ดร.บวรศักดิ์ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีวันถูกฉีก เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้ถูกเขียนไว้ในเรื่องบัญชีรายชื่อ เพราะเราคำนึงถึงประโยชน์ของผู้หญิงที่จะเข้าไปในสภามาก เป็นนโยบายที่คำนึงถึงความละเอียดอ่อน คุณภาพชีวิต และคุณภาพสังคมมากกว่า โดยให้มีผู้สมัครในบัญชีรายชื่อนั้นต้องมีเพศใดเพศหนึ่งหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ซึ่งบังคับในบัญชีรายชื่อ แต่ไม่ได้บังคับในระบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นระบบโควต้า กว่าจะมาถึงขั้นนั้นได้ ต้องมีการโหวตในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถึง 6 ครั้งและเป็นการโหวตลับทั้งสิ้น เพราะผู้ชายบางคนไม่กล้าที่จะให้เห็นว่าตนไม่สนับสนุน จึงมีการขอให้เป็นการโหวตลับ แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากมาก ดังนั้นเราจึงต้องสู้ต่อไป และถ้าจะปรับแก้ต้องกลับไปที่ระบบสองใบ ถ้าเป็นระบบบัตรเดียวปัญหาของการนับคะแนนไม่มีความโปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล ควรมีการปรับระบบเลือกตั้ง และถ้าจะให้ได้ผู้หญิงมากขึ้นนั้น เขตเล็กเหมาะสมที่สุด หรือถ้าเป็นระบบเขตใหญ่ก็ควรจะเป็นระบบพวง เนื่องจากถ้าผู้หญิงไม่มีฐานเดิมอยู่ก็จะสู้ยากโอกาสที่จะได้จะน้อยมาก

อาจารย์ถวิลวดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า คนรุ่นใหม่ให้โอกาสผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อายุ 18-25 ปี เลือกผู้หญิง 60% และส่วนหนึ่งบอกว่าผู้หญิงสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ด้วย คนที่อายุ 60 ขึ้นไปก็ยังให้โอกาสผู้หญิงอยู่ สำหรับคนในกรุงเทพฯนั้นจะเลือกผู้หญิงที่ความสามารถ และอีกสาเหตุหนึ่งที่ผู้ชายในกรุงเทพฯจะเลือกผู้หญิงเพราะผู้หญิงคนนั้นอยู่ในพรรคการเมืองที่เค้าชอบ นี่เป็นเหตุผลการเลือกที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ตามจังหวัด ตามพื้นที่ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจเยอะมาก ดังนั้นต้องมีการบังคับพรรคให้มีส่งผู้สมัครผู้หญิงให้มากหน่อย ถ้าพรรคไม่สนใจเรื่องนี้ โอกาสที่ผู้หญิงจะเข้าไปมีน้อยมาก

อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท เสริมว่า ขอฝากการบ้านไว้กับอาจารย์ถวิลวดีช่วยทำงานต่อ 2 เรื่อง คือ  1. ช่วยพัฒนาผู้หญิงโดยการอบรมเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้หญิง 2. ช่วยรณรงค์เรื่องกติกาและทัศนคติ เป็นเรื่องสำคัญ

บรรยากาศการเลือกตั้งหรือการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จะมีอะไรแตกต่างไปจากเดิม โอกาสของผู้หญิงจะมากขึ้นหรือน้อยลง
ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ช่องว่างระหว่างวัย เทคโนโลยี หรือแนวโน้ม
Voter ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนเป็นอย่างไร และต่อผู้สมัครหญิงเป็นอย่างไร

 

ส.ส. ผ่องศรี  แซ่จึง  ยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมาก ดังนั้นการเลือกตั้งในสมัยหน้านั้นนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้าอยากให้ได้รับการเลือกตั้งต้องมีการปรับตัวอย่างมาก จะมีช่องว่างระหว่างวัย เพราะคนรุ่นใหม่สนใจการเมือง แม้แต่ผู้หญิงในชนบทก็สนใจการเมืองมากขึ้น เทคโนโลยีโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่สิ่งที่น่าห่วงใยคือเรื่อง Fake New นักการเมืองจะต้องปรับตัว ต้องเรียนรู้ว่าจะสัมพันธ์กับชาวบ้านอย่างไร จะสร้างบทบาทของเราในสภาและนอกสภาอย่างไร เพราะเราทำหน้าที่ทั้งนิติบัญญัติและเป็นปากเสียงให้พี่น้องประชาชน การที่เราอภิปรายในสภาถึงปัญหาต่างๆ สื่อโซเชียลจะทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าเราทำหน้าที่อะไรบ้างทั้งในสภาและนอกสภาเพื่อเขาเหล่านั้น  ดังนั้นเราต้องกล้าอภิปรายในสภา ต้องอภิปรายในประเด็นที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เราพูดต้องเป็นเหตุเป็นผล ต้องไม่ไร้สาระ เพราะประชาชนรวมทั้งเด็กสมัยนี้ฉลาดรู้ทุกเรื่อง เราต้องไม่ให้ใครมาดูถูกได้ว่าเราไม่มีน้ำยา ทำอะไรไม่เป็น เราต้องสร้างตัวเอง สร้างความเชื่อมั่น ที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชนได้ทุกเรื่อง ตนเองเชื่อว่าถ้าเรามีความบริสุทธิ์ใจ ความรู้หาที่ไหนก็ได้ และยืนยันว่าสื่อโซเชียลเป็นสิ่งสำคัญ

ดร. ถวิลวดี  บุรีกุล  ได้พูดถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า ปัจจัยที่มีผลที่ทำให้เลือกผู้หญิง คือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีการติดตามข่าวสารการเมืองมากขึ้น  เรียนรู้เรื่องนโยบายเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาก ก็มีโอกาสที่จะเข้าใจเรื่องของตัวผู้สมัครว่าเป็นใครบ้าง มีแนวโน้มที่จะเลือกผู้สมัครหญิงมากขึ้น เรื่องโซเชียลมีเดียมีความสำคัญมาก เพราะคนรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ มากขึ้น เขาจะเรียนรู้ข้อมูลจาก Social มาก การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กกลุ่มนี้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกประมาณ 7 ล้านคน จะเห็นได้ว่าเขาเลือกยังไง เลือกใคร การเลือกตั้งครั้งต่อไป คนที่จะมาเลือกตั้งเป็นคนที่อายุ 18-19-20 ปี ตอนนี้ก็จะมีประมาณอีก 3 ล้านจากกลุ่มเดิม รวมแล้ว 10 ล้านคน แล้วคนเหล่านี้จะเลือกอะไร? จะเข้าถึงเขาได้อย่างไร? เพราะฉะนั้นเรื่อง Online , On-air , On-demand , On-ground , Onsite มีความสำคัญมาก ต้องออกแบบให้ได้ว่ากลุ่มไหนจะเข้าอย่างไร เพราะฉะนั้นสื่อแบบไหนที่เขาจะดู ถ้าผู้หญิงจะเสนอตัวเองต้องมีความสามารถในการทำเรื่องเหล่านี้  และสิ่งสำคัญที่เราค้นพบคือ ไม่มีผู้นำหญิงหรือนักการเมืองหญิงที่จะเป็นต้นแบบสำหรับคนรุ่นใหม่ ต้องพยายามช่วยกันสร้าง สิ่งสำคัญต้องพยายามสร้างสภาพที่เอื้อให้ผู้สมัครหญิงเรียนรู้การใช้ Social media เรียนรู้การสื่อสาร  และนอกจากจะต้องแก้ระบบเลือกตั้งแล้ว ต้องแก้ที่ระบบพรรคการเมืองด้วย พรรคไหนที่สนับสนุนผู้หญิง กลุ่มภาคประชาสังคมจะต้องสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น  ต้องรณรงค์ให้พรรคส่งผู้หญิงเข้าสมัครเลือกตั้งมากขึ้น ผู้หญิงที่จะลงสมัครจะต้องพยายามพัฒนาตนเอง และที่สำคัญอย่าดูแค่ระบบ ส.ส. อยากให้พูดถึง ส.ว.ด้วย ถึงเวลาที่เราจะต้องมาดูเรื่องการเข้าสู่อำนาจ การได้มาซึ่ง ส.ว. เพราะระบบที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 เราไม่ได้ใช้แบบนั้น ครั้งต่อไปถ้าเรายังคงใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับนี้อยู่ จะยิ่งสับสน

อาจารย์รัชฎาภรณ์  แก้วสนิท  กล่าวเสริมท้ายว่า ผู้หญิงที่จะเป็น ส.ส. ต้องมีความพร้อมที่จะเป็น ส.ส. สร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ  และสามารถอภิปรายในสภาได้ ระบบบัญชีรายชื่อมีโอกาสมากกว่าลงสมัคร ส.ส.เขต องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องช่วยรณรงค์และให้ความรู้กับผู้หญิงเพื่อให้สนใจเข้าสู่การเมืองมากขึ้น รวมทั้งต้องการให้คณะกรรมการการเลือกตั้งวางตัวให้เป็นองค์กรอิสระและดูแลกติกาให้ดี  


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รายงานเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ปลด "เดอะแบกของมัม" ด้วยการลงทุนในสวัสดิการมารดา เพื่อสร้างคนคุณภาพของวันพรุ่งนี้ Freeing “Mom’s Burdens” through Investment in Maternal Welfare to Build Quality People for Tomorrow

ข้อเสนอรวบรวมจากเวทีเสวนา “สร้างเสริมกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรต่อทุกเพศสภาพ”