“เพศสภาพ อำนาจ และตัวตน ของเส้นผม”
คุณสิริพร ราธี (ผู้จัดการโครงการ WeEmpower Asia ประจำประเทศไทย UN Women)
กล่าวว่า ทาง UN Women เรามีกิจกรรมหลายกิจกรรม
และหนึ่งในกิจกรรมนั้นคือ การรณรงค์ให้ภาคธุรกิจนำเอาหลักการเรื่องการเสริมพลังให้กับผู้หญิงในเชิงเศรษฐกิจ
และสร้างความหลากหลาย การโฆษณา Hair Talk ตัวนี้ เราให้รางวัลกับบริษัทจ้าวของแบรนด์โฆษณาแชมพูยี่ห้อหนึ่ง
ไม่ขอเอ่ยชื่อ ซึ่งที่ผ่านมานั้นบริษัทนี้ได้ใช้ Presenter เป็นผู้หญิงที่มีผมสลวยสวยเก๋
และเขาได้เห็นสภาวะของประเทศไทยที่มีกลุ่ม LGBTQY+ เหมือนจะได้รับการยอมรับ
แต่จริงๆแล้วหลายท่านจะทราบดีว่าพวกเค้ายังไม่ได้รับการยอมรับ ถ้าตราบใดในครอบครัวของเค้า
พ่อ แม่ พี่น้อง และเพื่อน ไม่ได้ยอมรับเค้า
และกฎหมายเองที่ยังไม่เท่าเทียมกับเพศอื่นๆ ดังนั้นเค้าจึงทำแคมเปญนี้ออกมา
ทำให้ได้รับการยอมรับอย่างดี และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในฐานะ Marketplace ของเอเซียแปซิฟิก และมีคณะกรรมการจากหลากหลายสาขาอาชีพร่วมกันพิจารณาตัดสินและยกย่องให้โฆษณานั้น
ที่พยายามทลายกำแพงของตัวเอง และเอาตัวเองเชื่อมโยงกับลูกค้า ก่อนหน้านี้ก็จะเห็นว่าการโฆษณาของเค้าจะมีแต่ผู้หญิง
แทนที่สินค้านั้นไม่ควรจะถูกกำหนดว่าคนที่จะใช้นั้นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ควรจะเป็นใครก็ได้ไม่ว่าเพศไหนก็สามารถเลือกใช้ได้ ทำให้เห็นว่าทางบริษัทที่ทำโฆษณานี้เค้าพยายามที่จะเรียนรู้ไปกับสังคม
และลองดูว่าการทำแบบนี้ ถ้าไม่ใช้ดารา ไม่ใช้คนดังมาโฆษณาจะเป็นอย่างไร และโฆษณานี้ต้องเป็นคนที่เข้าใจใน
Story นี้จึงจะเข้าถึงได้ ปรากฎว่าผลตอบรับดีกว่าที่เคยแอบกลัวๆไว้
เราจึงขอชื่นชมโฆษณาที่ได้รับรางวัล Hair Talk 2018
คุณวรภัทร วีรพัฒนคุปต์ (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนอนไบนารี่แห่งประเทศไทย) กล่าวว่า ตนเองมองว่าอิทธิพลของ Social media นั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนมาก และตนเกิดในยุคที่สังคมยัง Bully กัน เคยโดยล้อว่าเป็นอีตุ๊ด สมัยนั้นเมื่อเราถูกล้อแบบนั้น และได้รับการปลอบใจว่า “รักดอก จึงหยอกเล่น” แต่ถ้าเป็นสมัยนี้เกือบจะกลายเป็นเรื่องอาชญากรรมกันเลยทีเดียว คนที่มีความรู้สึกอย่างเดียวกันเราไม่รู้จะไปพูดกับใคร หรือไปแสดงออกกับใครให้เค้าเข้าใจ แต่สมัยนี้มีเรื่องสิทธิเสรีภาพและการเคารพในอัตลักษณ์ของคนนั้นเริ่มพัฒนามากขึ้น ในที่นี้ขออธิบายถึงกลุ่มนอนไบนารี่ไทยแลนด์ก่อน เพราะอาจมีหลายคนที่ไม่รู้จัก นอนไบนารี่ คือกลุ่มของคนที่เชื่อว่าอัตลักษณ์ทางเพศนั้นไม่ใช่มีเฉพาะชายและหญิง แต่มันเป็นทางเลือกที่จะเป็นตัวตนของเพศมากกว่านั้น แต่ไม่ต้องการถูกระบุว่าเพศอะไร นอนไบนารี่ สามารถแบ่งออกได้ถึง 40 กว่ากลุ่มและมีธงสีประจำตัวเองอีกด้วย
คุณวรภัทร กล่าวต่อไปว่า ตนเองนั้นเข้าใจว่าเป็นผู้ชายมาโดยตลอด
แต่ด้วยรสนิยมความชอบอะไรหลายๆอย่าง ทำให้ถูกผลักออกไปจากวงของผู้ชาย ซึ่งคิดว่าถ้าต้องเสียตัวตนของตัวเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ชายนั้น
ก็ไม่ขอเป็นผู้ชายก็ได้ ถ้าพูดเรื่องการโฆษณานั้นคิดว่าได้แบ่งออกเป็นหลายมิติ
มิติหนึ่งคือการโฆษณาเพื่อตอบสนองผู้บริโภค ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป
การที่จะทำ Content อะไรให้โดนใจสังคมเค้าก็ต้องใช้ความคิดมากขึ้น
ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
จะเอาเรื่องเพศสภาพความหลากหลายทางเพศ หรือความหลากหลายทางอัตลักษณ์ของมนุษย์เข้ามาเล่นตลกกันไม่ได้แล้วนะ
เป็นการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ปัจจุบันก็ยังมีอยู่บ้าง
ทำไมเส้นผมจึงมีความสำคัญ ถึงกับทำให้นักเรียนต้องออกมาต่อสู้กันถึงที่สุด
คุณวรภัทร วีรพัฒนคุปต์ กล่าวว่า “ผม”เป็นสิ่งสำคัญ การที่พบปะผู้คนนั้นนอกจากใบหน้าแล้ว
ผมจะบ่งบอกถึงบุคลิกลักษณะของบุคคลนั้นได้
หน้าตาและเส้นผมนั้นเหมือนเป็นตัวแทนและอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของเราได้ แต่เราก็สามารถที่จะมีทรงผมตามที่ตัวของเราเป็นได้
การโฆษณานี้เราก็จะได้เห็นคนที่ไม่ได้อยู่ในพิมพ์นิยม
แต่เค้าก็จะดูดีได้จากเส้นผม ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ขายได้โดยไม่ได้อยู่ในพิมพ์นิยมที่สวย
เรื่องของเส้นผมนั้นเป็นอำนาจแห่งตัวตนและเพศสภาพ
คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า
“ผม” เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก เราจะเป็นตัวเองได้ก็คือผม
สมัยที่เป็นนักเรียนเราต้องตัดผมทรงนักเรียน และตอนนั้นต้องเต้น
เวลาเต้นนั้นเราคิดว่าทรงผมนั้นยังไม่สมบูรณ์
จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มไว้ผมทรงรากไทร ทำให้เรามีชีวิต มีตัวตน มันเป็น Movement
ของการเคลื่อนไหว พอโตมาเป็นนักออกแบบท่าเต้น พอเราทำงานกับศิลปินหญิงเราจะทราบว่าความสวย
ความน่ารัก มันเป็นอย่างไร และรู้ว่าผมมีส่วนสำคัญ มีเสน่ห์ ตนเองชอบทรงผมแบบ Free Style
ขอบแบบธรรมชาติ ที่เหมือนไม่ได้ทำ แต่จริงๆแล้วทำ การสะบัดผมทำให้ดูเป็นธรรมชาติ
มันคือเสรีภาพของเรา สำหรับตัวเองนั้นชอบผมกับลม
คุณแนต
หนึ่งในผู้ร่วมรับฟังการเสวนา ได้แสดงความคิดเห็น
พูดถึงเรื่องผมที่มีผลต่ออาชีพอย่างไรนั้น เรามองเป็นเรื่องของ Function
อาชีพ แอร์ หมอ พยาบาล
หรือเชฟ คิดว่าการที่เราต้องไปดูแลผู้อื่นโดยมองในเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย
มองว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ถ้าบอกว่า หมอ พยาบาล หรือ แอร์
ห้ามย้อมสีผมเพราะจะดูไม่เรียบร้อย อันนี้ไม่เห็นด้วย
ถ้ามองเรื่องของการโฆษณาในฐานะที่เคยทำงานด้านโฆษณาแชมพูมาก่อน กล้าบอกได้เลยว่าเค้าไม่ได้มองเรื่องเพศหรือเพศสภาพ
เค้ามองแต่เพียงยอดขาย และต้องมีผู้หญิงผู้ชายคู่กันและต้องเป็นคู่พระนางที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนั้น
ไม่เช่นนั้นไม่ใช่ Policy เราทำมาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นไม่มีเรื่อง
LGBT เข้ามาเกี่ยวข้องเลย เค้าทำตามConcept คือมีแค่หญิงชายเท่านั้น
เรื่อง LGBT และความหลากหลายทางเพศนั้นได้ขับเคลื่อนมาอย่างไร
อยากทราบว่าใครเป็นผู้ผลักดันมาจนถึงที่เราเห็นปัจจุบันนี้
ผู้เข้าร่วมเสนอความคิดเห็น
คุณแนต
ตนคิดว่าเป็นเรื่องนโนบายรัฐของอเมริกาที่มีการเปลี่ยนแปลมาถึงปัจจุบัน
ในช่วง 2016 เป็นช่วงที่โอปามาเข้ามา เขามีการผลักดันกฎหมายสื่อออกมาเรื่องความเท่าเทียมเรื่องชนสีผิว
และความเท่าเทียมด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ถ้าใครผลิตสื่อโฆษณา หนัง หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับ
LGBT
จะได้ลดหย่อนภาษี หรือละเว้นการเสียภาษีบางอย่างได้ด้วย
และได้รับสิทธิพิเศษในอเมริกา มีผลทำให้สื่อในอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก
พออเมริกาเปลี่ยนเป็น Train โอปามา ก็ให้ทุนกับคนที่ทำเพลง Music
video เกี่ยวกับ LGBT ด้วย
คุณพี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
อีกหนึ่งผู้เข้าร่วมรับฟังการเสวนา กล่าวว่า LGBT ในไทยเป็นเพียงเครื่องมือในการทำมาหากินในบริษัทที่ขายโฆษณา
เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดให้กับนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งในการแสวงหาผลประโยชน์จากเรา
เหมือนเป็นการเกาะกระแสมากกว่า เพราะในองค์กรก็ยังมีการ Bully LGBT หรือไม่รับ LGBT เข้าทำงาน
ส่วนในโรงเรียนนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะค่อนข้างแย่ LGBTQ เราก็พยายามเคลื่อนไหว
แต่เหมือนกับไม่ได้รับการแคร์จากรัฐ
เค้าพยายามกดเราให้อยู่ภายใต้กรอบที่เค้าสร้างขึ้นมา
เพื่อให้เค้าปกครองเราอย่างง่ายดาย
คุณนอท
กล่าวว่า
ตนเองสนใจในเรื่องศาสนา และการบวชเป็นภิกษุณี แต่มองว่าถ้าผู้หญิงจะบวช
แต่เราต้องเหนื่อยกว่าผู้ชายหลายเท่า รวมทั้งต้องคอยตอบคำถาม
ถ้าเราอยากปฏิบัติหรือบวช มีหลักคิดอย่างไรที่ต้องโกนผม
คุณสุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล เสนอว่าการโกนผมนั้น
เค้าเรียกว่าการปลงผม และส่วนหนึ่งของการปลงผมนั้น ก็เป็นจารีตประเพณีที่พระพุทธเจ้าได้กำหนดไว้
อาจจะเป็นเพราะว่าเวลาไปอยู่ในกลุ่มนักบวชด้วยกันนั้น ได้ตัดภาระเรื่องผมออกไปรวมถึงเรื่องความสะอาดด้วย
และอีกส่วนหนึ่งได้แยกออกจากพราหมณ์ และเป็นนิกายของพระพุทธเจ้า เรื่อง Empowerment นั้น เราไม่ได้ไว้ผมเพื่อใคร เราไม่ได้แต่งตัวเพื่อใคร
แต่ถ้าจิตของเราอยากไว้ผมทรงไหนก็ไว้ไปเลย ถ้าเราอธิบายตัวเองได้ ก็ไม่ต้องสนใจใคร
คุณนพดล ไม้พลวง กล่าวว่า
สำหรับตนเองนั้น ทรงผมเป็นเรื่องของรสนิยมของเนื้อตัวร่างกาย
ไม่ควรเป็นสัญลักษณ์ของอะไรเลย รวมไปถึงความสกปรก ความสะอาด ตอนนี้มันกลายเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นข้ออ้างการนำไปเป็นการเลือกปฏิบัติในบางกลุ่มบางอาชีพ
การไว้ผมยาวนั้นจะมีคำถามจากสังคมว่าทำไมจึงไว้ผมยาว ถ้าในบริบทเรื่องการทำงาน
ทำไมไม่ถามว่าเราทำอะไรได้บ้าง ตนเองไม่สนใจกับการถูกเสียดทาน คิดว่าควรเอางานและความสามารถมาคุยกันดีกว่าเอาภาพลักษณ์มาเป็นเครื่องตัดสิน
อยากให้มี Presenter โฆษณาแชมพูสระผมที่เป็นผู้ชายไว้ผมยาวอย่างเป้ไฮร็อคบ้าง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น