เดินหมาก “งบประมาณ” กันอย่างไร...ในยามคนไทยโดนรุกฆาต !



วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 20.00 น.

ร่วม Talk โดย  สุนี ไชยรส  (ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย)

                                ธัญวัจน์  กมลวงศ์วัฒน์ (ส.ส บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล)

                                กมลศักดิ์   ลีวาเมาะ  (ส.ส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ)

                                เรืองรวี  พิชัยกุล  ดำเนินรายการ

        จากการการอภิปรายในสภาในเรื่องงบประมาณ ซึ่งได้ผ่านวาระที่หนึ่งไปแล้ว กำลังอยู่ในช่วงวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป จึงเป็นช่วงที่คนไทยเราย่อมมีความกังวล  ยังมีความหวังว่าถึงแม้ว่าเราอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลังถูกรุกฆาต (ในเกมหมากรุกไทย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องโรคระบาด และเรื่องต่าง ๆ ที่เรายังกังวล  แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพ่ายแพ้เกมเสมอไป ยังมีโอกาสเดินหมากให้ฉลาดจนกลับมาเสมอได้หรือแม้ชนะได้ในที่สุด ขอให้เดินอย่างใช้สมอง สุขุม รอบคอบ ที่สำคัญอ่านความคิดฝ่ายตรงข้ามออกด้วย... ดังนั้น การจัดทำงบประมาณ 2565 ก็เช่นกัน ข้อเสนอที่อาจเห็นต่างจากรัฐบาลก็อาจมีโอกาสตีเสมอได้ เหมือนการเล่นหมากรุก

การใช้ชีวิตและการทำงานท่านมีความห่วงใยอะไรมากที่สุด

คุณกมลศักดิ์   ลีวาเมาะ  (ส.ส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ) กล่าวว่า ความกังวล คือเรื่องปากท้อง รวมไปถึงแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ  การว่างงาน  คนตกงาน และความไม่เป็นธรรม  ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น งบด้านพัฒนาการศึกษายังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น ขบวนการสันติภาพยังไม่เข้าสู่ระบบของรัฐสภา

คุณธัญวัจน์  กมลวงศ์วัฒน์  (ส.ส บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล)  คิดว่าเรื่องที่มีความกังวลและสำคัญ คือ เรื่องเศรษฐกิจ  ปากท้อง แรงงาน และการเยียวยา เงินชดเชย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ งาน การที่ประชาชนมีงานทำ ทุกอย่างมันจะดีเอง  

คุณสุนี ไชยรส  (ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย) กล่าวว่า ในเบื้องต้นคิดว่าความห่วงใยคงจะเหมือนกัน คือ

       1. เรื่องปากท้อง เรื่องตกงาน ไม่ว่าเป็นแรงงานในระบบ นอกระบบ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ช่วงโควิดระบาดมา 3 ระรอกแล้ว สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้เกิดความเครียด 

       2. เงินเด็กเล็กถ้วนหน้า  คณะกรรมการเด็กเยาวชนมีมติว่าให้ในปีงบประมาณนี้ เด็ก  4,200,000  คน จะได้รับเงินถ้วนหน้าเสียที ปรากฎว่ารัฐบาลไม่จัดสรรให้

       3. เงินอนาคต   ตอนนี้งบประมาณ 3 ล้านกว่า ในนั้นมีเงินกู้ 7 แสน+พรก.เงินกู้อีก 5 แสน เพราะฉะนั้น เป็นหนี้เงินกู้ในอนาคตของเรา ไม่ใช่ของรัฐบาล เพราะคนที่จะใช้หนี้ก็คือเราและลูกหลานของเรา 

คุณสุมาลี  : ห่วงใยเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะนำไปสู่ภาวะความเครียด ความรุนแรง รวมทั้งเด็กเล็ก

ข้อห่วงใย

- ปากท้อง

- เศรษฐกิจ

- หนี้เงินกู้ในอนาคต

หากท่านเป็นรัฐบาล/กรรมาธิการ จะเสนอปรับเปลี่ยนการจัดงบประมาณครั้งนี้อย่างไร  ที่จะตอบโจทย์  

คุณธัญวัจน์  กมลวงศ์วัฒน์  : 1) การดูแลสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี   คือ การจ้างงาน   เหมือนว่าเราต้องพิจารณาการดูแลมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเด็ก วันนี้เรามีศูนย์เลี้ยงเด็กเล็ก คำถามคือเรามีแรงงานมากพอหรือเปล่า พอที่จะทำให้ผู้หญิงพร้อมที่จะมีลูก และมั่นใจว่าสถานเลี้ยงเด็กมีคนดูแลเพียงพอ เพื่อให้ผู้หญิงมั่นใจและก็กลับไปสู่การทำงาน 2) งานดูแลผู้สูงอายุ ที่ยังแข็งแรงสามารถทำงานได้ รัฐไม่ควรมองข้ามต้องออกแบบงานให้กับคนเหล่านั้น เช่น คนที่เล่านิทานให้เด็กประถม ชีวิตหรือไปรับประสบการณ์ชีวิตที่จะเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง Generation และอื่น ๆ ที่สามารถสร้างงานต่าง ๆ มากมาย รัฐต้องไม่ตาบอดเพศ เพราะตอนนี้รัฐไม่ได้ให้ความสำคัญและความมั่นคงกับสิ่งมีชีวิต  แต่กลับไปให้ความสำคัญกับความมั่นคงในสิ่งไม่มีชีวิต ในอนาคตจะใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทน แต่งานที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้ คือ สิ่งที่ต้องดูแลกัน งานสร้างสรรค์ที่ต้องมี

คุณสุนี ไชยรส  : ขอทบทวนเรื่องงบประมาณเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น ปัญหาใหญ่ที่สุดของงบประมาณปีนี้  ส่วนหนึ่งเป็นเงินภาษีประชาชน รายได้มีเพียง 2.4 ล้าน กู้ในงบประมาณนี้คือ 7 แสนล้านและกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน นี่เป็นเงินภาษี ประเด็นสำคัญที่อยากจะชี้ได้ดูว่า นี่คือเป็นการวางโครงสร้างยุทธศาสตร์ของงบประมาณที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นภาระใหญ่หลวงที่จะแก้ได้หรือไม่  5 อันดับแรกที่ใช้งบไป 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ 3.1 ล้านล้าน คือ 1. งบกลาง 2. กระทรวงศึกษาธิการ 3. กระทรวงมหาดไทย  4. กระทรวงกลาโหม จำนวนสองแสนกว่าล้าน  ส่วนแผนยุทธศาสตร์ของการบูรณาการแผนงาน 11 แผน เป็นเรื่องของคมนาคมกับการจัดการน้ำ หมดไปแล้ว 80 กว่าเปอร์เซ็นต์  ส่วนแผนงานบูรณาการซึ่งรวมถึงความเสมอภาคและโอกาสในสังคมรวมกันทั้งหมด 9  แผนมีอยู่ประมาณ 16% เห็นโครงสร้างเหล่านี้เราก็จะพบว่าคนตกงานมากมาย คนต้องการรายได้ ต้องการการเยียวยาเฉพาะหน้าจะแก้ไขกันอย่างไร 

          ส่วนกลุ่มยุทธศาสตร์ชาติที่ดูแลกลุ่มสังคม เช่น กระทรวงแรงงาน ที่ต้องดูแลคนตกงานถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คนต้องมาพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน  ถูกตัดงบประมาณไปสองหมื่นกว่าล้าน ได้เงินไปแค่ 4 หมื่นกว่าล้าน   และสำนักงานประกันสังคมซึ่งจะเป็นฐานหลักที่จะมาช่วยดูแลคนงานอีกส่วนหนึ่งช่วยเติมเต็มรัฐบาล รัฐบาลติดหนี้ควรจะต้องจ่ายเงินเกิน 6 หมื่นกว่าล้าน ปีนี้รัฐยังไม่จ่าย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ได้งบประมาณแค่ 1 หมื่น 6 พันล้าน ยังไม่สามารถจ่ายครอบคลุมให้เด็กได้ถ้วนหน้าได้ประชาชนกำลังจะอดตาย การเยียวยาประชาชน ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสถานการณ์ ไม่มีแผนยุทธศาสตร์เรื่องเด็กอยู่ในงบประมาณ มันบิดเบี้ยวในเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ได้รับฟังความเห็นประชาชน เห็นด้วยกับการเยียวยา ควรจะเยียวยาทุกคนอย่าไปสร้างระบบที่สลับซับซ้อน ให้ทุกคนได้เข้าถึงการเยียวยา สรุปว่าโครงสร้างยุทธศาสตร์ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ขณะนี้งบประมาณที่พุ่งสูง คือ ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ตอบรับกับชีวิตจริง 

คุณกมลศักดิ์   ลีวาเมาะ : ยุทธศาสตร์ชาติย้อนแย้งกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แผนบูรณาการสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 7 พัน 100 กว่าล้าน แต่ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องปากท้อง เรื่องแรงงาน เรื่องการศึกษา แต่ยังคงเน้นเรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคงกับยุทธศาสตร์พัฒนา รวมแล้วหนึ่งพันสองร้อยกว่าล้าน เรื่องการศึกษาประมาณ 15 ล้าน ส่วนยุทธศาสตร์พัฒนา ที่ได้มากที่สุดคือกรมโยธาธิการ  ส่วน ส.อบต.เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนกลับถูกตัดงบประมาณสี่ร้อยกว่าล้าน 

คุณหนึ่งสตรี  ตุ๋ยไชย : ได้พูดคุยกับกลุ่ม SME แต่ละคนพูดถึงเงินช่วยเหลือที่รัฐให้เปรียบเหมือนซื้อหวยแต่ไม่เคยถูกเสียที การวางงบประมาณไม่ตอบโจทย์ และโดดเด่นคือเรื่องโคกหนองนา เป็นโครงการที่ถูกเบิกออกไปมากที่สุด แต่โครงการที่ควรจะช่วยเหลือกลับไม่ถูกเบิกจ่ายเลย 

คุณระพีพันธ์  จอมระเริง : ตามหลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เป็นการตกแต่ง GDP ขึ้นมา แต่พอไปดูเนื้อในจริง ๆนั้น การกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม เงินไปตกอยู่เฉพาะที่เท่านั้นและกลุ่มคนที่จำกัด เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก 

ทำอย่างไร ข้อเสนอของท่าน ซึ่งมีกำลังเสียงน้อยกว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในการพิจารณางบประมาณ ในชั้นกรรมาธิการฯ ของสภาฯ

คุณสุนี ไชยรส กล่าวว่า กฎหมายงบประมาณนั้นถ้าช้าก็ไม่สามารถเอาเงินออกมาใช้ได้ใน 1 ตุลาคม 2565 เพราะจะคว่ำกระดานตอนนี้ก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะไม่มีงบใช้ สิ่งที่คิดว่าจะทำได้ คือ

      1. ภาคประชาชนจัดเวทีคู่ขนานไปเรื่องๆ เพราะเค้าจะมีการอภิปรายเป็นระยะ ดังนั้นภาคประชาชนก็วิจารณ์ไปตลอดให้กำลังใจฝ่ายค้านบ้าง ส.ส.ที่กำลังอภิปรายที่อาจจะเห็นด้วย     

      2. ต้องผลักดันไปที่รัฐบาล ต้องมีเวทีคู่ขนานผลักดันไปเรื่อยๆ 

      3. เรื่องเงินกู้ ที่เอามาใช้ในเรื่องเร่งด่วน รัฐบาลต้องดึงเข้ามาสู่กระบวนการจัดการและระบบที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ มีโครงการแน่นอน และให้ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเงินกู้เป็นเงินที่เอาไปแก้ไขปัญหาของประชาชนทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนและพวกเราเองต้องทำเวทีคู่ขนานกับกรรมาธิการอย่างต่อเนื่องหนึ่งถึงสองเดือนที่จะมีการแปรญัตติ ไม่เช่นนั้นก็จะแก้ไม่ทัน ถ้าเป็นกระแสออกมาหลายๆ เรื่อง ก็อาจจะมีส่วนช่วยได้บ้าง แต่โดยข้อจำกัดนั้นคงไม่ได้ทั้งหมด

คุณธัญวัจน์  กมลวงศ์วัฒน์  กล่าวว่าในฐานะที่ตนเองเป็นฝ่ายค้าน และเสียงไม่พอที่จะเอาชนะได้ สิ่งหนึ่งจะทำได้คือยินดีที่จะช่วยประสานงานกับ ส.ส. ให้ หากภาคประชาสังคมที่จะเข้าไปพูดคุยกับ ส.ส.ทุกพรรค

คุณกมลศักดิ์   ลีวาเมาะ : สำคัญที่สุดคือวาระสอง-สาม และชั้นกรรมาธิการ เมื่อมาถึงชั้นกรรมาธิการแล้วงบประมาณที่ตั้งมานั้นจะไปตัดให้น้อยลงก็ไม่ได้ เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ เพียงแต่โยกไปเท่านั้นเอง เวลาจะโยกไปไหนก็อาศัยเสียงข้างมาก สุดท้ายก็เข้าไปอยู่ในเรื่องที่รัฐบาลต้องการ เพราะคำตอบสุดท้ายของระบบรัฐสภาคือการโหวตคะแนน และต้องย้อนไปในเรื่องเปลี่ยนโครงสร้างของการทำงบประมาณ ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เจาะจงในเรื่องการจัดทำงบประมาณนั้นต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยใช้เวลากี่วันกี่เดือน เพราะนั่นจะเป็นการตอบโจทย์จริงๆว่าประชาชนต้องการอะไร ตัวหนังสือกับการปฏิบัติต้องตรงกัน 


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รายงานเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ปลด "เดอะแบกของมัม" ด้วยการลงทุนในสวัสดิการมารดา เพื่อสร้างคนคุณภาพของวันพรุ่งนี้ Freeing “Mom’s Burdens” through Investment in Maternal Welfare to Build Quality People for Tomorrow

ข้อเสนอรวบรวมจากเวทีเสวนา “สร้างเสริมกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรต่อทุกเพศสภาพ”