ข้อเสนอเชิงนโยบาย : สิทธิความเป็นมารดาในภาคส่วนแรงงาน
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
สิทธิความเป็นมารดาในภาคส่วนแรงงาน
ภายใต้โครงการ
เร่งรัดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมสำหรับมารดาและผู้ปกครองที่ทำงาน
Accelerating the Social Welfare, Security, and Protection for Working
Mothers/Parents
อภันตรี เจริญศักดิ์
รองประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (ฝ่ายสตรีและเยาวชน)
สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย
บทคัดย่อ
โครงงานวิจัย
ข้อเสนอเชิงนโยบายสิทธิความเป็นมารดาในภาคส่วนแรงงาน
เป็นการศึกษา “การให้นมบุตรและการทำงาน:
การรักษาสมดุล” การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ในที่ทำงาน (Breastfeeding
support in the workplace) เริ่มจากสถานการณ์ของประเทศไทย
ซึ่งนับเป็นปี
ที่ 4 ที่อัตราการเพิ่มประชากรไทยติดลบ
เนื่องจากเด็กเกิดน้อยกว่าคนเสียชีวิต มีเด็กไทยเกิดในปี 2567 จำนวน 461,421 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี
ที่ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดไม่ถึง 5 แสนคนต่อปี
แนวโน้มจำนวนเด็กเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้
“มีลูกเพื่อชาติ”
สาเหตุหลายประการที่ผู้หญิงวัยแรงงานหรือวัยเจริญพันธุ์ไม่คิดอยากมีลูก
เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการมีลูก ทั้งค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่สูง
สินค้าแพง ค่าแรงถูก รูปแบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งการถูกกดขี่
ละเมิดสิทธิ เลิกจ้าง ลอยแพ และค่านิยมทางเพศที่เปลี่ยนไป
ล้วนเป็นอุปสรรคในการสร้างครอบครัวที่ไม่อาจวางแผนชีวิตได้
หากรัฐบาลไม่มีวิธีการแก้ไขหรือแผนรองรับในการแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงและก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
(Complete Aged Society) ในสังคมไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ทำไม!!
การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงมีความสำคัญ
เพราะน้ำนมจากแม่คือทุนสมองของลูกน้อย
ความสำคัญในสถานที่ทำงานคือจุดเริ่มต้นของครอบครัวที่สมบูรณ์
ความสำคัญของการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงาน
1. ความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในชีวิตของเด็กทุกคน
น้ำนมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนตัวแรกที่ช่วยปกป้องทารกจากโรคภัยไข้เจ็บและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
โดยนอกจากจะช่วยสร้างความผูกพันที่มั่นคงระหว่างแม่กับลูกแล้ว
ยังส่งผลดีต่อพัฒนาการทางปัญญา ลดภาระการเจ็บป่วยในเด็กและมารดา
และช่วยลดค่าใช้จ่ายครอบครัวด้านการรักษาพยาบาลอีกด้วย
2.
ผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยสร้างครอบครัวที่มีสุขภาพดี
มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการของสังคมโดยรวม
หากสามารถเพิ่มอัตราการให้นมแม่ถึงระดับที่เหมาะสม
จะช่วยชีวิตเด็กได้มากขึ้นและส่งผลดีต่อสุขภาพแม่และสังคมในระยะยาว
3.
บทบาทของสถานที่ทำงานในการสนับสนุน
· จัดเตรียมห้องให้นมบุตรในที่ทำงาน
· ให้สิทธิพักให้นมบุตรแบบมีค่าจ้าง
· สร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการให้นมบุตร
การสนับสนุนดังกล่าวถือเป็นการแทรกแซงที่มีต้นทุนต่ำ
แต่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รักษาพนักงานไว้กับองค์กร
และช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายจากการจ้างและฝึกอบรมพนักงานใหม่
4.
ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
รัฐบาล
ธุรกิจ ภาคประชาสังคม
และครอบครัวควรร่วมมือกันเพื่อปกป้องและอำนวยความสะดวกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพสตรี เด็ก ๆ สามารถอยู่รอด เจริญเติบโต
และเรียนรู้ได้รวดเร็ว พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต
5.
ประโยชน์ต่อองค์กรและประเทศชาติ
การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงานช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพ
พัฒนาคุณภาพขององค์กร และนำไปสู่การเจริญเติบโตอย่างสันติสุขในสังคมและประเทศชาติ
6.
ปัญหาและแรงบันดาลใจในการวิจัย
จากสถานการณ์เด็กไทยดื่มนมแม่ไม่ถึง
180 วัน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการศึกษาวิจัยถึงวงจรน้ำนมแม่หลังคลอด
เพื่อหาคำตอบว่า “น้ำนมแม่หายไปไหน?” และนำไปสู่การพัฒนานโยบายที่เหมาะสมสำหรับสตรีและครอบครัวในภาคแรงงาน
บทนำ
บทที่ 1 หลักการและเหตุผล
น้ำนมแม่ เป็นอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดสำหรับทารก
เพราะมีสารอาหารครบถ้วน ทั้งโปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่
และภูมิคุ้มกันที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง
เด็กที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก
จะมีสุขภาพแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย
และมีพัฒนาการทางสติปัญญาและอารมณ์ที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ การให้นมแม่ยังมีความสำคัญต่อสุขภาพของมารดา
ช่วยให้มดลูกหดตัวเร็ว ลดการเสียเลือดหลังคลอด
และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างแม่กับลูก
ทำให้เด็กมีความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และมีความมั่นคงทางจิตใจ ปัจจุบันอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ
เด็กจำนวนมากไม่ได้รับนมแม่ครบ 6 เดือนตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก
สาเหตุสำคัญมาจากระยะเวลาลาคลอดที่ไม่เพียงพอ
ความไม่สะดวกในการให้นมหรือปั๊มนมในที่ทำงาน
ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมถึงอิทธิพลของโฆษณานมผสม สื่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่านมผสมสามารถทดแทนนมแม่ได้
ดังนั้น
การส่งเสริมให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6
เดือนแรกจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดี
และมีพัฒนาการสมวัย อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนสุขภาพที่ยั่งยืนทั้งต่อแม่ เด็ก
ครอบครัว และสังคมโดยรวม
ความสำคัญของน้ำนมแม่คือมีสารอาหารครบถ้วนและเหมาะสมที่สุด น้ำนมแม่มีโปรตีน ไขมัน
คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับร่างกายทารก
ช่วยให้เด็กเจริญเติบโตสมวัย ทั้งทางร่างกายและสมอง เสริมภูมิคุ้มกันโรค ในน้ำนมแม่มีแอนติบอดีและเซลล์ภูมิคุ้มกัน
ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อ เช่น ท้องร่วง ปอดอักเสบ หูอักเสบ
เด็กที่กินนมแม่มักเจ็บป่วยน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม
ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และความผูกพัน การให้นมแม่ช่วยสร้างความผูกพันทางใจ (bonding) ระหว่างแม่กับลูก เด็กจะรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และมั่นคงทางอารมณ์
อีกทั้งประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือนมผสมราคาแพง
ลดขยะและการใช้ทรัพยากรจากการผลิตนมผสม ดีต่อสุขภาพของแม่ ช่วยให้มดลูกหดตัวเร็ว
ลดการเสียเลือดหลังคลอด ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่
แต่ ทำไม “เด็กไทยส่วนใหญ่” ถึงไม่ได้ดื่มนมแม่ครบ 180 วัน มีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ลาคลอดไม่เพียงพอแม่ส่วนใหญ่ลาคลอดได้เพียง
90 วัน (3 เดือน)
ทำให้กลับไปทำงานก่อนที่ลูกจะครบ 6 เดือน ไม่มีเวลาหรือสถานที่ปั๊มนมระหว่างวัน
ขาดความรู้และการสนับสนุนที่ถูกต้อง บางครอบครัวหรือญาติยังเชื่อว่านมแม่ไม่พอ ได้รับคำแนะนำให้เสริมนมผสมตั้งแต่เนิ่น
ๆ ไม่มีมุมให้นมแม่ในที่ทำงานหรือสถานที่สาธารณะ แม่หลายคนรู้สึกไม่สะดวกหรืออายที่จะให้นมในที่สาธารณะ
อิทธิพลของโฆษณานมผสม การตลาดนมผสมที่เข้มข้น
ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่านมผสมเทียบเท่านมแม่ ทั้งที่ในความจริง
“นมแม่ดีที่สุดสำหรับทารก”ปัญหาสุขภาพของแม่หรือเด็กบางราย เช่น แม่มีภาวะเครียด
เจ็บป่วย หรือเด็กดูดนมยาก และขาดที่ปรึกษานมแม่ (Lactation consultant) ช่วยแนะนำอย่างถูกวิธี
สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยและเครือข่ายแรงงานได้มีการรณรงค์ให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญา
183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดา สนับสนุนวันลาคลอดสำหรับแม่ 180 วัน
พ่อมีสิทธิลาไปเลี้ยงดูบุตร 30 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็ม
สถานเลี้ยงเด็กที่สอดคล้องกับวิถีคนทำงาน และสนับสนุนมุมมนมแม่หรือมุมปั๊มนมที่สะอาดปลอดภัยในการให้นมบุตรในสถานที่ทำงานหลังจากกลับมาจากลาคลอดบุตร
เพื่อสร้างให้ครอบครัวเกิดความอบอุ่น
สร้างเสริมความสุขระหว่างพ่อแม่ลูกตั้งแต่แรกเกิด
เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเด็กอย่างครอบคลุมสำหรับแม่และสังคม
ซึ่งถือเป็นนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว
ช่วยให้พ่อแม่และผู้ดูแลสามารถให้จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในชีวิตของลูกๆ ได้
นโยบายเหล่านี้ส่งผลให้เด็ก ๆ มีสุขภาพแข็งแรง เพิ่ม IQ และ EQ ให้เด็ก พร้อมสู่ปฐมวัย
มีการศึกษาที่ดีขึ้น พร้อมที่จะเป็นคนทำงานที่มีคุณภาพในสังคมต่อไปอย่างเฉลียวฉลาด
เพื่อประเทศ และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ทำไม การเสริมพลังให้ผู้หญิง การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงมีความสำคัญในสถานที่ทำงาน
เนื่องจากการคุณแม่ที่กลับจากลาคลอด 90 วันต้องรีบกลับมาทำงาน หลังคลอดไม่สามารถมีห้องปั๊มน้ำนมที่สะดวกให้
ทำให้ต้องทิ้งน้ำนมและเหีอดหายไปในที่สุด หรือแม้แต่คนที่สามารถปั๊มน้ำนมได้
แต่ก็ไม่รู้จะจัดส่งไปให้ลูกน้อยดื่มกินได้อย่างไร
เพราะจำเป็นต้องส่งลูกไปเลี้ยงกับ ปู่ย่า ตายาย ที่ต่างจังหวัด
ระบบการขนส่งยังไม่เอื้ออำนวย
เกิดความยุ่งยากจึงไม่ให้ความสำคัญสำหรับคุณแม่ที่เป็นวัยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว
เศรษฐกิจทางการเงิน การทำโอที ล่วงเวลา จึงเป็นเครื่องกำหนด และอุปสรรคในแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกัน
จึงขาดการตระหนักถึงลูกน้อยที่ควรจะได้รับ
งานวิจัยนี้ จึงต้องการศึกษาวงจรนมแม่ หายไปไหน …อุปสรรคในการปั๊มน้ำนม
คืออะไร? และจะสามารจัดส่งถึงลูกน้อยได้อย่างไรบ้าง ?
ทำอย่างไรลูกจึงจะได้ดื่มนมแม่อย่างน้อย 180 วัน
และคุณแม่จะมีน้ำนมมากเพียงพอที่จะส่งไปให้ลูกได้ โจทย์ที่สำคัญที่จะสนับสนุนคุณแม่
วัยสร้างครอบครัวยุคใหม่ ให้มั่นใจที่จะมีลูกน้อยสมาชิกใหม่ในครอบครัวจึงเป็นงานวิจัยที่ท้าทาย เพราะ อนาคตเด็ก คือ อนาคตชาติ : เด็กฉลาด ชาติมั่นคง
1.1 วัตถุประสงค์
1. เพื่อส่งเสริมและพัฒนานโยบายเกี่ยวกับสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตภายใต้ "การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงาน” การคุ้มครองมารดาพื้นฐานมาจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคมในสังคมไทย
2. เพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมให้สังคมเห็นคุณค่าของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ความสำคัญและประโยชน์ของน้ำนมแม่ต่อทารก รวมถึงศึกษาอุปสรรคในการปั๊มน้ำนม ตลอดจนการจัดเก็บ ขนส่งสู่ลูกน้อย ที่ต่างจังหวัด
3. เพื่อดำเนินการรณรงค์สาธารณะเพื่อเพิ่มความเข้าใจและการสนับสนุนกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองมารดาจากสาธารณะและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายโดยเฉพาะแรงงานหญิงทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงประชาชนให้ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ
4. เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองมารดาร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ สภานิติบัญญัติ เครือข่ายผู้ปกครองที่ทำงาน ธุรกิจ และองค์กรนอกภาครัฐ และผลักดันในระดับกฎหมายในการบังคับใช้
1.2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ผลักดันให้ภาครัฐส่งเสริมเรื่องนโยบายเกี่ยวกับสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตภายใต้ “การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงาน” การคุ้มครองมารดาพื้นฐานมาจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคมในสังคมไทย
2. เพิ่มความเข้าใจกับประชาชนวัยแรงงานในการวางแผนครอบครัวเพื่อส่งน้ำนมที่มีคุณค่าจากแม่สู่ลูกในต่างจังหวัดอย่างมีคุณภาพ และสนับสนุนกฎหมายและเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองมารดาจากสาธารณะและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยเฉพาะแรงงานหญิงทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงให้ประชาชนได้รับสิทธิที่เท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ
3. ผลักดันการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองมารดาร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ สภานิติบัญญัติ เครือข่ายผู้ปกครองที่ทำงาน ธุรกิจ และองค์กรนอกภาครัฐ และผลักดันในระดับกฎหมายในการบังคับใช้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา สู่มาตรฐานสากล
1.3 วิธีการดำเนินงาน
เดือนพฤษภาคม-ธันวาคม ๒๕๖๘
เริ่มรวบรวมข้อมูลแรงงานแต่ละภาคส่วน
วางแผนการลงพื้นที่และกำหนดเป้าหมายการสัมภาษณ์ เชิงคุณภาพเพื่อให้ได้ข้อมูล
ข้อเท็จจริง ต่อมาได้จัดทำข้อมูลการสำรวจ เชิงปริมาณ
โดยผ่าน GOOGLE FORM โดยมีเป้าหมายจำนวนประมาณ
๕๐๐ คน เพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงสถิติในการจัดทำรายงาน
สุดท้ายนำข้อมูลการวิจัยนำเสนอ กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง
และนำเสนอพรรคการเมืองเพื่อเข้าคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อสาธารณะประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป
1.4 กลุ่มเป้าหมาย
§ ข้อมูลสัมภาษณ์เชิงคุณภาพโดยการลงพื้นที่ เพื่อเยี่ยมชมสถานที่จริง พร้อมสัมภาษณ์ ผู้นำ
แรงงาน พนักงานหญิงตั้งครรภ์ และผู้บริหาร บริษัทต่าง ๆโดยเฉพาะภาคตะวันออก ทั้งเอกชนรัฐวิสาหกิจ และ ภาครัฐ
§ ข้อมูลสำรวจเชิงปริมาณ โดยการตอบแบบสำรวจจากพนักงานแรงงานใน-นอกระบบ รัฐวิสาหกิจ
และภาครัฐ ผ่าน GOOGLE FORM จำนวนประมาณ ๕๐๐ คน พร้อมวิเคราะห์ผลสำรวจเชิงสถิติ
จากการตอบคำถาม
1.5 ระยะเวลา
ระหว่างวันที่ ๗ มีนาคม - ๓๑ ธันวาคม
๒๕๖๘
1.6 วิธีเก็บข้อมูล
Ø ข้อมูลสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ
Ø ข้อมูลเชิงปริมาณ
Ø ลงพื้นที่เยี่ยมชมสถานที่จริง
1.7 กำหนดการประเมินผล ระหว่างเดือน เมษายน – ธันวาคม 2568
ข้อมูลสัมภาษณ์ เชิงคุณภาพ
2.1 บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด AAT
บทสัมภาษณ์ คุณวิชภรณ์ นัทธีประทุม
ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล
บริษัท
ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด AAT
ผู้บริหาร AAT
● ความเป็นผู้นำด้านสวัสดิการ: เน้นย้ำว่า AAT ซึ่งเป็นโรงงานประกอบรถยนต์
(Ford/Mazda)
และเป็นอุตสาหกรรมหนักนั้น ให้ความสำคัญกับพนักงานหญิง (มีสัดส่วนประมาณ 15% หรือ 700 คน) โดย AAT เป็น "โรงงานแรก
ๆ" ที่ริเริ่มจัดทำ "ห้อง/มุมคนท้อง" หรือ "มุมให้นมลูก"
สำหรับพนักงานที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรมานานกว่า 6-7 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสวัสดิการมาอย่างต่อเนื่อง
● วิสัยทัศน์ต่อการดูแลแรงงาน: มองว่าพนักงานเปรียบเสมือนเป็น "ครอบครัวใหญ่" และหากพนักงานได้รับการดูแลที่ดี มีความสุขในการทำงาน ก็จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของสินค้าที่ผลิตออกมา (รถยนต์)
● จุดยืนเชิงนโยบายการขนส่งนม:
แสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่ง และอยากให้โครงการ "การนำส่งน้ำนมแม่กลับต่างจังหวัด"
สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม
โดยยืนยันว่าบริษัทพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและวิจัยโครงการนี้อย่างจริงจัง
เนื่องจากตระหนักดีว่าพนักงานจำนวนมากจำเป็นต้องให้บุตรอยู่กับปู่ย่าตายายที่ต่างจังหวัด
บริษัทส่งสินค้าไปทุกภาค สามารถส่งให้กับพนักงานได้ครับ
● เห็นด้วยที่จะขอให้คุณแม่ที่กลับมาทำงานหลังคลอด
มีเวลาปั๊มน้ำนม จะ 30-40 นาทีหรือจนเสร็จภารกิจ
สามารถทำได้เลยไม่มีปัญหาครับ
● คุณค่าทางสังคม:
เน้นย้ำว่าการสนับสนุนให้บุตรของพนักงานได้รับนมแม่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ
โดยมองว่าเด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้นเป็น "ประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติในอนาคต"
คุณพี่ส้ม - AAT (ส่วนแรงงานสัมพันธ์)
● ระบบการดูแลพนักงานตั้งครรภ์:
○ ทันทีที่พนักงานหญิงแจ้งว่าตั้งครรภ์
จะมีการ โอนย้ายออกจากสายการผลิตทันที เพื่อความปลอดภัย
และมาอยู่ในพื้นที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ คือ "ห้องมุมนมแม่"
หรือพื้นที่ที่เหมาะสม
○ ในพื้นที่ดังกล่าว
คุณแม่ไม่ได้อยู่เปล่า ๆ แต่จะได้รับมอบหมายให้ทำ งานเบา ๆ เช่น งานเอกสาร
และมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ
เพื่อให้รู้สึกว่ายังมีคุณค่าและยังทำงานได้
รวมถึงมีการเชิญเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาให้ความรู้
อบรมการดูแลสุขภาพคุณแม่เบื้องต้นค่ะ
● การอำนวยความสะดวกในการปั๊มนมที่ยืดหยุ่น:
○ ใช้ระบบ "ป้ายแท็ก (Working
Tag)"
เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ เพื่อให้คุณแม่ที่น้ำนมคัดสามารถ ดึงป้ายออกจากไลน์ผลิต
เพื่อไปปั๊มนมได้ทันทีโดยไม่มีข้อแม้
○ มี "รีลีฟแมน (Relief
Man)" ทำหน้าที่เป็นผู้เข้าทำงานแทนในสถานีผลิตในช่วงเวลาที่แม่ปั๊มนม
เพื่อไม่ให้กระทบกับไลน์ผลิตโดยรวม
○ นโยบายของ AAT คือ "โอเพ่นให้ตลอดเวลา"
และ "ไม่กำหนดเวลาปั๊มนมตายตัว"
เนื่องจากเข้าใจดีว่าสรีระของแม่แต่ละคนและความคัดของน้ำนมไม่เหมือนกัน
● การสนับสนุนการขนส่งนมแม่ (รูปธรรม):
○ เห็นว่า AAT มีช่องทางในการสนับสนุนเรื่องการขนส่งได้จริง
โดยบริษัทมีบริการ Messenger/Driver
สำหรับส่งเอกสารและสิ่งของให้กับบริษัทขนส่งเอกชนอยู่แล้ว
○ พนักงานสามารถนำนมแม่ที่เก็บสต็อกไว้มาใช้บริการ
ขนส่งร่วมกับทางบริษัท ได้ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์
ซึ่งเป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้เพื่อสวัสดิการของพนักงาน
2.2 คุณปราณี และ คุณถาวร – ภาครัฐ จากสำนักงาน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ระยอง
● บทบาทการกำกับดูแล: คุณปราณี ระบุว่า การส่งเสริมเรื่อง "มุมนมแม่"
เป็น นโยบายของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อยู่แล้ว
และมีการผลักดันในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป และมีความพร้อมร่วมผลักดันและส่งเสริม
● จุดยืนต่อการขยายสิทธิ: ทั้งสองท่าน เห็นด้วยและสนับสนุน
การผลักดันให้มีการเพิ่มเวลาปั๊มนมให้คุณแม่
เนื่องจากมองว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของลูกจ้าง
● เหตุผลสนับสนุน (คุณถาวร): ให้ข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์ว่าเด็กควรได้รับนมแม่นานถึง 180
วัน
แต่กฎหมายปัจจุบันยังกำหนดวันลาคลอดเพียง 98 วัน
ดังนั้นการให้เวลาปั๊มนมจึงสำคัญมากในการให้เด็กได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเห็นด้วยอย่างมากครับ
● ชื่นชม AAT: ชื่นชมการดำเนินการของ AAT
ที่ให้เวลาปั๊มนมแก่พนักงานแบบ "ไม่จำกัด"
ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ควรเป็นแบบอย่างถือเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมให้กับสถานประกอบการอื่น
ๆ
คุณเปิ้ล สุวรรณา ส่วนมี - พนักงานผู้มีบุตร
● สถานะและหน้าที่: ทำงานในแผนก TCF2 ซึ่งเป็นส่วนของการประกอบประตูรถยนต์
และเป็น พนักงานที่มีบุตรแล้ว 2 คน
● ปัญหาที่เผชิญ:
เผชิญกับปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจที่ทำให้ ต้องส่งบุตรคนแรกกลับไปให้ญาติ ดูแลที่ต่างจังหวัด
(สุรินทร์) ตั้งแต่ยังเล็ก
ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มแรงงานที่ทำงานในเมือง
ใหญ่
● การจัดการนมแม่:
○ มีความพยายามอย่างสูงในการ ปั๊มนมแม่ส่งกลับไปให้ลูกอย่างต่อเนื่อง
แม้จะอยู่ไกล
○ ใช้เวลาในช่วงพักเบรกเพื่อปั๊มนม
และนำนมที่ปั๊มได้มา เก็บสต็อกไว้ในตู้ฟรีซ ของบริษัท
○ อาศัยช่วงเวลาที่โรงงานหยุดงาน เช่น
วันหยุดยาว หรือเทศกาลเพื่อขนส่งนมแม่สต็อกจำนวน มากกลับไปยังต่างจังหวัด
โดยใช้วิธีบรรจุใน ถังน้ำแข็ง เพื่อควบคุมอุณหภูมิ
● แรงจูงใจ:
○ มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในคุณค่าทางโภชนาการของนมแม่
ว่าเป็น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ
พัฒนาการของลูก
○ แรงจูงใจด้านเศรษฐกิจคือการช่วย ลดภาระรายจ่ายที่สูงมาก
ในเรื่องของนมผง
● ข้อเสนอแนะเรื่องเวลา: มองว่าเวลาพักที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน
(10-20 นาที) ไม่เพียงพออย่างยิ่ง
ต่อกระบวนการปั๊มนมที่สมบูรณ์และได้ปริมาณน้ำนมที่ต้องการ
โดยเสนอช่วงเวลาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ ประมาณ 30 นาที ต่อครั้ง
คุณหมิว – พนักงานหญิงกำลัง ตั้งครรภ์
● สถานะและหน้าที่: เป็นพนักงานที่กำลังตั้งครรภ์ท้องที่สอง (อายุครรภ์ 34 สัปดาห์) ทำงานในแผนก TCF1 ซึ่งเป็นงานควบคุมซอฟต์แวร์และหน้าจอ
● การดูแลที่ได้รับจากบริษัท:
○ แสดงความรู้สึกดีต่อการดูแลของบริษัท
โดยทันทีที่แจ้งตั้งครรภ์ บริษัทสั่งให้ออกจากไลน์ผลิตทันที
เพื่อความปลอดภัย
○ ถูกจัดให้มาทำงานเบา ๆ (เช่น
งานเอกสาร) ที่ "จุดคนท้อง" ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
และสามารถพักผ่อนได้หากรู้สึกเหนื่อยหรือมีอาการแพ้ท้อง โดยไม่มีการเร่งรัดงาน
● ประสบการณ์การให้นมบุตรคนแรก:
○ บุตรคนแรกได้รับนมแม่เพียง 6
เดือน (ปั๊มเก็บสต็อกไว้ได้ประมาณ 3 เดือน)
เนื่องจากประสบปัญหาเดียวกันคือ ต้องส่งกลับไปให้คุณยายเลี้ยงที่ต่างจังหวัด
ทำให้ไม่สามารถให้นมต่อเนื่องได้ยาวนานเท่าที่ต้องการ
○ ใช้วิธีการส่งนมโดยใส่กล่องโฟมน้ำแข็งผ่านบริษัทขนส่ง
● ความตั้งใจสำหรับบุตรคนปัจจุบัน:
○ มีความมุ่งมั่นที่จะ ปั๊มนมส่งกลับบ้านให้ลูกได้กินนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะเชื่อว่านมแม่ให้ความผูกพันและคุณค่าที่ดีที่สุดแก่ลูก
● อุปสรรคและข้อเสนอแนะเรื่องเวลา:
○ ระบุว่า เวลาเบรกปกติ 10
นาที
"น้อยเกินไปและเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด"
เพราะการเดินเข้า-ออกไลน์ผลิตไปยังมุมนมแม่ก็ใช้เวลาหมดแล้ว ทำให้ไม่มีเวลาปั๊มนม
○ เสนอว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถปั๊มนมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเก็บปริมาณที่ต้องการได้
ควรอยู่ที่ ครึ่งชั่วโมงถึง 40 นาที
ต่อครั้ง
สรุปสาระสำคัญจากการสัมภาษณ์ บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์พาร์ท แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จำกัด
นาย ฐิราชัย สีหล้า ประธานสหภาพแรงงาน วายพีเอ็มที บริษัท ยามาฮ่า
ประธานสหภาพแรงงานได้กล่าวถึงที่มาและความสำเร็จของข้อเรียกร้องเรื่องสถานที่เลี้ยงเด็กและการดูแลแม่และเด็กในบริษัท:
ที่มาของข้อเรียกร้อง: สหภาพแรงงานได้ออกไปศึกษาเรียนรู้และมีคณะทำงานร่วมกับทีม
เพื่อนำข้อมูลกลับมาเสนอต่อฝ่ายบริหารให้เห็นความสำคัญของการมีสถานที่เลี้ยงเด็กในบริษัท
เหตุผลในการเรียกร้อง: สะท้อนว่าพนักงานที่ทำงานในโรงงาน
บางครั้งเหนื่อยและไม่ได้เจอหน้าลูก การได้เจอหน้าลูกในช่วงพักเที่ยง (เช่น 1-2 ชั่วโมง) จะช่วยให้พนักงานมีกำลังใจ และส่งผลให้ชิ้นงานออกมาดี
ความสำเร็จ: ขอบคุณฝ่ายผู้บริหารที่เล็งเห็นความสำคัญและสนับสนุนให้เรื่องนี้เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้
บริษัทจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยดูแลลูก 1 คนต่อเด็ก 3 คนโดยมีเปลกล่อมและดูแลให้นม
ช่วงพักเบรก พ่อแม่ สามารถเข้ามากอดลูกได้
กำลังใจพนักงานดีขึ้นสร้างผลผลิตออกมาดีขึ้นครับ
ผลตอบแทนต่อบริษัท: การดูแลแม่และเด็กทำให้เกิดความผูกพัน
นำมาซึ่งความทุ่มเทและความเสียสละในการทำงานมากขึ้น
การผลักดันเพิ่มเติม:
o
- เพิ่มเวลาปั๊มนม: เห็นว่าเวลา 10 นาทีไม่เพียงพอต่อการปั๊มนม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ค่อนข้างห่างไกล
เชื่อว่าผู้บริหารชุดปัจจุบันไม่น่าจะมีปัญหาในการขยายเวลาพักปั๊มนมจาก 10 นาทีเป็น 30 นาที หากมีการนำเสนอข้อมูล
o
- การจัดส่งนมแม่ไปต่างจังหวัด:
เพิ่งทราบว่าบริษัทมีการส่งสินค้าไปหลายจังหวัดอยู่แล้ว
หากผู้บริหารและสหภาพแรงงานร่วมกันนำเสนอข้อมูล
เชื่อว่าเรื่องการส่งนมแม่ไปต่างจังหวัดโดยใช้ระบบขนส่งของบริษัทสามารถผลักดันต่อไปได้
(นาย โสภณ ธนะสมบัติชัย ) ผู้บริหารแสดงความเห็นถึงความสำคัญของสวัสดิการแม่และเด็ก
และความพร้อมของบริษัทในการสนับสนุน:
มุมมองต่อโครงการ: เห็นว่าเรื่องน้ำนมแม่มีคุณประโยชน์กับเด็ก
และเห็นด้วยว่าสามารถผลักดันโครงการเกี่ยวกับการจัดเก็บและจัดส่งนมแม่ไปถึงลูกที่อยู่ต่างจังหวัดได้
เนื่องจากบริษัทแม่มีการขนส่งรถจักรยานยนต์ไปทั่วประเทศอยู่แล้ว สนับสนุนและจะร่วมผลักดันต่อไปครับ
● การเพิ่มเวลาปั๊มนม:
เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และคิดว่าสามารถทำได้ โดยสามารถขยายเวลาพักปั๊มนมจาก 10-15 นาที เป็นประมาณ 30 นาทีได้ และจะมีการเตรียมคนเข้ามาทำงานทดแทนในส่วนของพนักงานที่เพิ่งกลับมาทำงานและต้องมีการปรับตัวอยู่แล้ว
ไม่มีปัญหาครับ
● สวัสดิการที่มีอยู่:
บริษัทได้จัดเตรียมสวัสดิการสำหรับแม่และเด็กอ่อนไว้แล้ว ได้แก่:
○ ห้องเลี้ยงเด็กอ่อน/สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน: สำหรับเด็กอายุ 3 เดือนถึง 2 ขวบ
○ พี่เลี้ยง: คอยดูแลเด็ก 0-2 ขวบ โดยมีพี่เลี้ยง 1 คน ช่วยดูแลเด็ก 3 คน
○ เครื่องอุปโภคบริโภค: เช่น นมผง, ผ้าอ้อมสำเร็จรูป
(แพมเพิร์ส), และของใช้ต่าง ๆ
○ มุมนมแม่: มีความพร้อมในระดับหนึ่ง เช่น
มีตู้เย็น ตู้ฟรีซเซอร์ และมุมที่มิดชิด
● แรงจูงใจในการจัดสวัสดิการ:
เริ่มต้นจากการเล็งเห็นความสำคัญของการมีมุมนมแม่มานานกว่า 5 ปี
เมื่อมีโอกาสปรับปรุงห้องพยาบาลและมีพื้นที่เพียงพอ
จึงจัดตั้งมุมนมแม่และขยายไปเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนเพื่อให้เป็นบริการที่ครบวงจร
● ผลตอบแทนร่วมกัน (Win-Win): สวัสดิการนี้ถือเป็น
"ประโยชน์ต่างตอบแทน" เพราะเมื่อพนักงานไม่ต้องเป็นห่วงลูกที่อยู่บ้าน
และสามารถดูแลลูกในที่ทำงานได้ ก็จะมีกำลังใจและมีแรงในการทำงาน
ทำให้ผลผลิตออกมาดี
พนักงานผู้ใช้บริการสวัสดิการได้เล่าประสบการณ์และผลกระทบเชิงบวกที่ได้รับ:
● การใช้บริการ: ได้พาลูกชาย (น้องกัปตัน)
มาเลี้ยงที่บริษัทตอนน้องอายุ 4
เดือน หลังจากที่โครงการ นี้เริ่มขึ้นในปีที่แล้ว (ปี 2567 หากสัมภาษณ์ในปี 2568)
● สวัสดิการที่ได้รับ:
○ ของใช้สำหรับเด็ก: ได้รับนม (ยี่ห้อดี เช่น Enfagrow)
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพม เพิร์ส Mamypoko) ครีมอาบน้ำ และกระดาษทิชชูเปียก
(Mamypoko)
○ การดูแลและการเดินทาง: มีรถรับส่งน้องถึงหน้าบ้าน ทั้งขามา
(เช้าตรู่) และขากลับ (เย็น)
และมีการเตรียมน้ำนมให้เด็กดื่มระหว่างทางกลับบ้านด้วย
● ตารางการดูแลลูก: ทำงานกะเช้าพร้อมสามี
จะมาส่งลูกให้พี่เลี้ยงประมาณ 7
โมงเช้า ช่วงกลางวันจะพักเบรกและมากินข้าวกับลูก
และรับลูกกลับบ้านในเวลา 5 โมงเย็น
● ผลกระทบเชิงบวก:
○ ดีต่อใจ: เมื่อทำงานเหนื่อย พอมาเจอลูกตอนกลางวันก็หายเหนื่อยและมีแรงกลับไปทำงาน รู้สึกเหมือนได้อยู่กับลูกตลอดทั้งวัน
○ ประหยัดค่าใช้จ่าย: ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก คิดเป็นประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งรวมค่าจ้างพี่เลี้ยงข้างนอก (ประมาณ 4,000-5,000 บาท) ค่านม (ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน) และค่าแพมเพิร์ส (ประมาณ 1,000 กว่าบาท) ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมากค่ะ
2.4 บทสัมภาษณ์
ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจและพนักงาน
คุณ เชิดชัย
กัลยาวุฒิพงษ์
ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ
(สรทช.)
ปัญหา:
● พนักงานหนุ่มสาวมีน้อย
ทำให้จำนวนการคลอดบุตรและให้นมลดลง
● ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงบุตรสูง
โดยเฉพาะค่านมผง
● ผู้หญิงหลังคลอดไม่มีสถานที่ที่สะดวกในการปั๊มนม
● สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
เด็กเกิดใหม่น้อย
สิ่งที่ปฏิบัติแล้วในองค์กร:
● สร้าง “มุมนมแม่”
ภายในพื้นที่ของสหภาพแรงงานเอง
● มีสวัสดิการช่วยเหลือพนักงานที่มีบุตร
แม้ไม่มากแต่เป็นเชิงสัญลักษณ์
● เปิดให้พนักงานหญิงที่กลับมาทำงานสามารถใช้มุมนมแม่ได้ยืดหยุ่น
ไม่ต้องรอเวลาเบรก
● สนับสนุนให้มีการขนส่งน้ำนมจากที่ทำงานกลับภูมิลำเนา
(ผ่านหน่วยงานรัฐอย่างไปรษณีย์/บขส.)
ผลตอบรับ:
● มีพนักงานเริ่มใช้บริการมุมนมแม่
แม้จำนวนไม่มาก
● มุมนมแม่เป็น “สัญลักษณ์”
ที่สร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้คนตัดสินใจมีบุตรมากขึ้น
● ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
ข้อเสนอเชิงนโยบาย:
● ให้รัฐวิสาหกิจและเอกชนขนาดใหญ่จัดมุมนมแม่ในสถานประกอบการ
● เสนอให้เปิดนโยบาย
“เวลาปั๊มนมยืดหยุ่น” โดยไม่กำหนดตายตัว
● สนับสนุนระบบขนส่งน้ำนมภายใต้การช่วยเหลือของภาครัฐ เพื่อให้แม่สามารถส่งนมกลับบ้านได้
● รัฐควรมีงบสนับสนุนการจัดส่งนมและพัฒนาสวัสดิการสำหรับแม่หลังคลอด
คุณ พัทธิยา คัมภีร์
ตัวแทนสหภาพแรงงาน
รัฐวิสาหกิจบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (สรทช.)
ปัญหา:
● องค์กรไม่มีมุมนมแม่มาก่อน
● แม่ต้องหามุมส่วนตัวในออฟฟิศเพื่อปั๊มนม
ซึ่งไม่สะดวกและไม่มีความเป็นส่วนตัว
● เด็กเกิดใหม่น้อย
ทำให้เรื่องนี้มักถูกละเลย
สิ่งที่ปฏิบัติแล้วในองค์กร:
● จัดตั้งมุมนมแม่โดยใช้พื้นที่ว่างของสหภาพแรงงาน
● ประสานงานกับสำนักงานเขตเพื่อให้มุมนมแม่ได้มาตรฐาน
● ได้รับถุงเก็บนมและอุปกรณ์จากเขตเพื่อสนับสนุนการใช้งาน
● ดูแลต่อเนื่องและขอของสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐเมื่อจำเป็น
ผลตอบรับ:
● พนักงานหญิงเห็นว่าการมีมุมนมแม่ช่วยให้วางแผนมีบุตรได้ง่ายขึ้น
● สมาชิกมั่นใจและรู้สึกว่าองค์กรสนับสนุนแม่ทำงานจริง
● แม้ผู้ใช้ยังน้อย
แต่มีผลเชิงจิตวิทยาและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
ข้อเสนอเชิงนโยบาย:
● เสนอให้สมาพันธ์แรงงาน (สรส.)
ผลักดันให้รัฐวิสาหกิจทั่วประเทศจัดตั้งมุมนมแม่
● เสนอต่อที่ประชุมระดับชาติให้เป็น
“นโยบายกลาง” ของรัฐวิสาหกิจ
● ผลักดันให้การสนับสนุนแม่และเด็กเป็นวาระร่วมของทุกองค์กร
บทสัมภาษณ์
ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (ภาคเอกชน)
นายสาวิทย์
แก้วหวาน
ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย
ปัญหา:
● คนงานส่วนใหญ่ยากจน
ค่าจ้างไม่พอเลี้ยงลูก
● ไม่มีศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ
ทำให้ต้องส่งลูกกลับต่างจังหวัด
● ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกเอง
● เด็กเกิดน้อย ตายมาก → เข้าสู่ “วิกฤตประชากร”
สิ่งที่ปฏิบัติแล้วในองค์กร:
● ผลักดันนโยบาย
“ศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ”
● เสนอให้เพิ่มวันลาคลอดเป็น 180 วัน (ก่อนจะได้ 120
วัน)
● สนับสนุนเงินสงเคราะห์บุตรในระบบประกันสังคม
● รณรงค์สิทธิแม่ลูกและนมแม่อย่างต่อเนื่องในสมาพันธ์แรงงาน
ผลตอบรับ:
● ภาครัฐเริ่มตอบสนอง เช่น
การเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120
วัน
● เกิดการตระหนักในวงกว้างเรื่องสิทธิมารดาและการให้นมแม่
● สังคมเริ่มเห็นคุณค่าของนมแม่ในเชิงพัฒนาการและความผูกพันแม่ลูก
ข้อเสนอเชิงนโยบาย:
● ให้ “รัฐ”
เป็นเจ้าภาพหลักผลักดันนโยบายแม่และเด็ก เช่น การส่งนม การลาคลอด
การสนับสนุน
เงินเลี้ยงดู ตั้งแต่แรกเกิดและการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ
และลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับเด็กให้ถูกลง
● รัฐบาลต้องตระหนักในการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
และขยายเวลาให้แม่มีเวลาปั๊มนม
มากขึ้น
● ให้หน่วยงานรัฐ เช่น ไปรษณีย์ บขส.
การบินไทย เป็นกลไกขนส่งน้ำนมกลับบ้าน
● สร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวอยากมีลูก โดยรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายเด็กอย่างจริงจัง
● จัดให้มี “รางวัล” หรือ “แคมเปญ” สนับสนุนองค์กรที่ดูแลแม่และเด็กดีเด่น
4. นายมานพ เกื้อรัตน์
เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ปัญหา:
● ช่องว่างระหว่างอัตราการเกิดและตายเพิ่มขึ้น
(เด็กเกิดน้อยกว่าคนตายปีละกว่าแสนคน)
● สังคมแรงงานอยู่ในเมือง
ไม่เอื้อต่อการเลี้ยงลูก
● ค่าครองชีพสูง ทำให้คนไม่อยากมีลูก
● แม่ต้องกลับมาทำงานหลังคลอดเร็ว
เด็กไม่ได้กินนมแม่ต่อเนื่อง
● สนับสนุนการเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วัน
และให้พ่อหยุดดูแลลูกได้ 15 วัน
● สนับสนุนการขยายเวลาพักปั๊มนมจาก 15 นาทีเป็น 30
นาที อย่างน้อย
● ผลักดันให้รัฐวิสาหกิจมีบทบาทเป็น
“กลไกรัฐ” ในการส่งน้ำนมจากแม่ กลับบ้านให้ลูกที่ต่างจังหวัด
● สนับสนุนให้หน่วยงานรัฐด้านขนส่ง
(ไปรษณีย์ รถไฟ บขส.) เข้าร่วมระบบส่งนมแม่ที่มีคุณภาพ
ผลตอบรับ:
● แนวนโยบายรัฐเริ่มขยับ (เช่น
การเพิ่มวันลาคลอด)
● กลุ่มแรงงานเห็นความสำคัญของการดูแลเด็กและแม่หลังคลอด
● เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐวิสาหกิจและสมาพันธ์แรงงานในหลายหน่วยงาน
ข้อเสนอเชิงนโยบาย:
● รัฐควรออกนโยบายสนับสนุนการให้นมแม่และการขยายเวลาพักปั๊มนมอย่างเป็นระบบ
● รัฐวิสาหกิจควรเป็น “โมเดลนำร่อง”
การจัดส่งน้ำนมและจัดมุมนมแม่ในทุกหน่วยงาน
● ผลักดันให้รัฐมีสวัสดิการดูแลแม่และเด็กที่เพียงพอ
เช่น เงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตรอย่างยั่งยืน
● เสนอให้รัฐและแรงงานร่วมกันรณรงค์สร้างสังคมเอื้อต่อการมีลูกและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
บทที่
3 บทสรุปจากการสัมภาษณ์
และข้อมูลการวิเคราะห์
การคุ้มครองความเป็นมารดาและผู้ปกครองที่ทำงานในส่วนภาคแรงงาน
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตประชากรไทย
3.1: บทสรุปสำหรับผู้บริหารและข้อเสนอนโยบายเร่งด่วน
วิกฤตสามเหลี่ยม:
ประชากรต่ำ,
นมแม่ต่ำ, และแรงงานขาดแคลน
ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายเชิงโครงสร้างในระดับชาติที่ร้ายแรง ซึ่งสามารถระบุได้ว่าเป็น "วิกฤตประชากร" ที่มีความซับซ้อน โดยมีอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการตายติดต่อกันเป็นปีที่สี่ 1 แนวโน้มนี้คาดการณ์ว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนประชากรวัยทำงาน (อายุ 15-64 ปี) ที่จะลดลงจาก 46 ล้านคนเหลือเพียง 14 ล้านคนในระยะยาว 2
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ของประเทศ
การขาดแคลนแรงงานในอนาคตจึงเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หากไม่มีการแทรกแซงนโยบายที่เด็ดขาด
3.2 สรุปปัญหาหลักและความจำเป็นในการคุ้มครองความเป็นมารดา
ปัญหาหลักที่ทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้นั้น
เกิดจากความไม่สอดคล้องระหว่างข้อกำหนดทางสรีรวิทยาของมารดาและความต้องการทางการแพทย์
กับโครงสร้างกฎหมายแรงงานที่เน้นความต่อเนื่องของการผลิตในระยะสั้น
1.
ความไม่สอดคล้องของระยะเวลา: กฎหมายการลาคลอดในปัจจุบัน (98 หรือ 120 วัน) ไม่สอดคล้องกับคำแนะนำทางการแพทย์ที่ระบุว่าเด็กควรได้รับนมแม่นานถึง
180 วัน
2.
อุปสรรคเชิงปฏิบัติการเรื่องเวลา:
พนักงานหญิงยืนยันเป็นเอกฉันท์ว่าเวลาพักที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน (10-20 นาที) นั้น "น้อยเกินไปและเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด"
เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินเข้า-ออกไลน์ผลิตไปยังมุมนมแม่
ทำให้ไม่สามารถปั๊มนมได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ปริมาณที่ต้องการ
3.
ปัญหาการแยกตัวทางพื้นที่ (Family Fragmentation):
แรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานในเขตอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงมากจนค่าจ้างไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงบุตร ทำให้ต้องส่งบุตรกลับไปให้ญาติ (ปู่ย่าตายาย)
ดูแลที่ต่างจังหวัดตั้งแต่ยังเล็ก
การแยกตัวทางพื้นที่นี้ส่งผลให้เด็กที่เพิ่งคลอดขาดโอกาสในการได้ดื่มน้ำนมจากแม่ต่อเนื่อง
[Query]
การที่โครงสร้างกฎหมายแรงงานกำหนดมาตรฐานที่ต่ำกว่าความจำเป็นทางชีวภาพของมารดา
เป็นการสร้างแรงจูงใจที่บิดเบือน
ซึ่งบีบให้มารดาต้องยุติการให้นมบุตรก่อนเวลาอันควร
นำไปสู่การลดทอนศักยภาพด้านพัฒนาการของเด็กที่เกิดมา
และเป็นการกัดกร่อนทุนมนุษย์ของชาติอย่างร้ายแรง
3.3 ข้อเสนอนโยบายเร่งด่วน (Immediate Policy Action Plan)
เพื่อรับมือกับวิกฤตที่กล่าวมา
รายงานฉบับนี้จึงนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน 3 ข้อที่ต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง:
1. การขยายเวลาพักปั๊มนมที่ได้รับค่าจ้างเป็น
30-40
นาทีต่อครั้ง:
เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ
ทางสรีรวิทยาและช่วยรักษาปริมาณน้ำนมของมารดา
2. การจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนในที่ทำงานโดยการสนับสนุนจากภาครัฐ:
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาน ประกอบการขนาดใหญ่
เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของคนงานและลดการแยกตัวทางครอบครัว
3. การริเริ่มโครงการโลจิสติกส์นมแม่แห่งชาติโดยใช้กลไกรัฐวิสาหกิจขนส่ง: เพื่อเป็นสะพานเชื่อมทางภูมิศาสตร์ ช่วยให้มารดาที่ต้องส่งบุตรกลับต่างจังหวัดสามารถส่งน้ำนมแม่กลับไปให้บุตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
3.4. บริบทความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ: วิกฤตประชากรไทยในภาคแรงงาน
สถานการณ์เด็กเกิดน้อยและสังคมผู้สูงวัย:
ผลกระทบต่ออุปทานแรงงาน
วิกฤตประชากรที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่เป็น
"ระเบิดเวลาลูกใหญ่"
ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ข้อมูลคาดการณ์ว่าในอนาคตสัดส่วนของวัยสูงอายุ (65 ปีขึ้นไป)
จะเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคนเป็น 18 ล้านคน
ในขณะที่วัยทำงานลดลงเหลือเพียง 14 ล้านคน
ส่งผลให้ภาวะพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมาก การลดลงอย่างรวดเร็วของจำนวนวัยทำงานย่อมส่งผลให้ผลผลิตรวมของประเทศลดลง
ภาษีที่จัดเก็บได้ลดลง
และทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมวิกฤตนี้คืออุปสรรคทางเศรษฐกิจ โดยคนงานส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและมีค่าจ้างไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงบุตร
ขณะที่ค่าครองชีพในเขตเมืองสูงมาก
ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานรูปแบบใหม่ นี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้คนงานหนุ่มสาวตัดสินใจชะลอหรือไม่มีบุตร
ซึ่งนโยบายสวัสดิการที่รัฐเข้ามารับผิดชอบการอุดหนุนค่าใช้จ่ายเด็กอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการมีบุตรได้อย่างยั่งยืน
3.5 สถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่:
ความเสี่ยงต่อการพัฒนาคุณภาพประชากร
การให้นมแม่เป็นเวลา 6 เดือนแรกโดยไม่ใช้อาหารอื่นเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง
"ทุนมนุษย์" ของชาติ
การวิเคราะห์ทางการแพทย์ยืนยันว่าการได้รับนมแม่ในช่วง 180 วันมีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านสุขภาพและสมองของเด็กอย่างยิ่ง
จากสถิติการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของไทยอยู่ในระดับวิกฤต
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่แตกต่างกัน (ร้อยละ 29 หรือต่ำถึงร้อยละ 14)
ปัจจัยหลักที่ทำให้แม่ต้องหยุดให้นมบุตรก่อนเวลาคือความจำเป็นที่ฝ่ายแรงงานต้องกลับมาทำงานหลังลาคลอดเพียง
90 วัน และขาดการสนับสนุนด้านเวลาและสถานที่ในที่ทำงาน
การขาดโอกาสในการได้รับนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิตนี้
นำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก (IQ/EQ) ที่ถูกลดระดับลง การที่กฎหมายกำหนดวันลาคลอดเพียง 98 วัน แต่ทางการแพทย์ต้องการ 180 วัน
เป็นการแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อการสร้างประชากรที่มีคุณภาพ
สมาพันธ์สมานฉันท์ผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด
3.6 ภาพรวมบริบทแรงงานและปัญหาการแยกตัวทางพื้นที่
(Spatial Separation)
แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหนักและโรงงานประกอบรถยนต์ เช่น AAT และ Yamaha : SSL ฯลฯ
มักประกอบด้วยพนักงานจำนวนมากที่ย้ายถิ่นฐานมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาทำงานในเขตเมือง
เมื่อต้องเผชิญกับค่าครองชีพและค่าจ้างพี่เลี้ยงที่สูงมาก พนักงานเหล่านี้จึงจำเป็นต้องตัดสินใจส่งบุตรกลับไปให้ปู่ย่าตายายที่ต่างจังหวัดดูแลตั้งแต่ยังเล็ก
กรณีศึกษาของพนักงาน
AAT (คุณเปิ้ลและคุณหมิว)
สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน
โดยทั้งสองคนต้องส่งบุตรกลับไปสุรินทร์หรือให้คุณยายเลี้ยง
การแยกตัวทางพื้นที่นี้ก่อให้เกิดวงจรวิกฤตทางเศรษฐกิจ-พื้นที่-สุขภาพ
กล่าวคือ (1) ความกดดันทางเศรษฐกิจ
ทำให้คนงานไม่สามารถเข้าถึงการดูแลเด็กในเมืองได้ (2)
นำไปสู่การแยกตัวทางภูมิศาสตร์ และ (3) ทำให้การให้นมแม่ 6
เดือนทำได้ยากในทางปฏิบัติ
(แม้จะพยายามปั๊มและขนส่งนมสต็อกก็ตาม)
ปัญหาครอบครัวแตกแยกและการที่พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงดูบุตรเองนี้นอกจากจะกระทบต่อพัฒนาการเด็กแล้ว
ยังส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและความผูกพันในการทำงานของพนักงานด้วย ดังนั้น
การแก้ปัญหาการคุ้มครองมารดาจึงต้องมีการแทรกแซงนโยบายเพื่อเชื่อมช่องว่างทางภูมิศาสตร์นี้อย่างเป็นระบบ
บทที่ 4: อุปสรรคและความท้าทายของมารดาที่ทำงาน: ช่องว่างทางกฎหมายและปฏิบัติการ
4.1 ความไม่สอดคล้องของวันลาคลอดและสิทธิผู้ปกครอง
แม้ว่าสหภาพแรงงาน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
และ TEAM ภาคตะวันออก จะเคยผลักดันข้อเสนอให้เพิ่มวันลาคลอดเป็น
180 วัน และประสบความสำเร็จในการเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120
วันในปัจจุบัน
แต่ระยะเวลาดังกล่าวก็ยังคงห่างไกลจากความต้องการทางการแพทย์ที่ 6 เดือน (180 วัน)
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ระยอง
เองก็ตระหนักดีว่ากฎหมายปัจจุบันกำหนดวันลาคลอดเพียง 98 วัน
ในขณะที่เด็กควรได้รับนมแม่นานถึง 180 วัน
จึงเห็นด้วยกับการผลักดันให้เพิ่มสิทธิประโยชน์นี้
ความไม่สอดคล้องระหว่างกฎหมายกับข้อเท็จจริงทางสรีรวิทยาจึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กไม่สามารถได้รับประโยชน์สูงสุดจากนมแม่
4.2 ปัญหาความท้าทายด้านเวลาและสถานที่สำหรับการปั๊มนม
(The
Operational Obstacle)
การปั๊มนมในที่ทำงานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมารดาที่กลับมาทำงานเพื่อรักษาปริมาณน้ำนมให้เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่พนักงานทุกคนกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือปัญหาเรื่องเวลา พนักงานจาก AAT (คุณเปิ้ลและคุณหมิว)
ยืนยันว่าเวลาพักที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน (10-20 นาที) นั้น "น้อยเกินไปและเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด"
เนื่องจากเวลาในการเดินเข้า-ออกไลน์ผลิตไปยังมุมนมแม่ก็ใช้เวลาเกือบหมดแล้ว
ทำให้เหลือเวลาไม่เพียงพอในการปั๊มนมให้สมบูรณ์และได้ปริมาณที่ต้องการ
กระบวนการปั๊มนมที่สมบูรณ์ต้องใช้เวลาเพื่อให้เกิดการหลั่งของน้ำนม (Milk
Let-down)
และการระบายน้ำนมอย่างเพียงพอเพื่อรักษาน้ำนม
การกำหนดเวลาพักที่สั้นเกินไปจึงเป็นการสร้างอุปสรรคเชิงระบบที่บีบให้มารดาต้องล้มเลิกการให้นมบุตรโดยปริยาย
ดังนั้น
พนักงานจึงเสนอข้อเรียกร้องเชิงประจักษ์ที่สอดคล้องกันว่า
เวลาที่เหมาะสมในการปั๊มนมอย่างมีประสิทธิภาพและได้ปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอ ควรอยู่ที่
ประมาณ 30 นาทีถึง 40 นาทีต่อครั้ง
การปรับปรุงกฎหมายเวลาพักให้สอดคล้องกับความต้องการทางสรีรวิทยานี้จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนที่สุด
4.3 ช่องว่างในการจัดหามุมนมแม่และการสนับสนุน
แม้ว่าจะมีนโยบายของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในการผลักดัน
"มุมนมแม่" ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป
แต่ในหลายองค์กรยังคงมีช่องว่างอยู่ ตัวอย่างเช่น ในบริษัท NT (รัฐวิสาหกิจ) ก่อนการขับเคลื่อนของสหภาพแรงงาน
พนักงานหญิงต้องหามุมส่วนตัวที่ไม่สะดวกและไม่มีความเป็นส่วนตัวในการปั๊มนมบางคนต้องแอบซ้อนในออฟฟิศหามุมตามโต๊ะในการปั๊มแต่ละครั้ง
แต่อีกหลายบริษัท เช่นสิ่งทอผ้า อ้อมน้อย ก็ยังไม่เคยมีห้องมุมนมแม่ เมื่อ
คุณแม่เริ่มครัดนม ก็จะวิ่งไปห้องน้ำเพื่อเอากระดาษทิชชูซับไม่ให้ไหล
สุดท้ายนมที่ถูกทิ้งในขยะก็เหือดหายแห้งไป ทำให้ลูกน้อยขาดโอกาสที่จะได้ดื่มนมแม่
ในองค์กรเหล่านี้
สหภาพแรงงานได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญในการเป็นผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนสวัสดิการ
โดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (สรทช.) ได้สร้าง
"มุมนมแม่" ขึ้นภายในพื้นที่ของสหภาพแรงงานเอง
และประสานงานกับสำนักงานเขตเพื่อให้ได้มาตรฐานและได้รับอุปกรณ์สนับสนุน
บทบาทของสหภาพแรงงานจึงเป็นกลไกสำคัญในการปิดช่องว่างด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในภาคปฏิบัติการ
แต่อีกหลายบริษัทที่ยังไม่มีห้องมุมนมแม่
รัฐต้องตระหนักและผลักดันให้เป็นกฎหมายทุกบริษัทอย่างเป็นรูปธรรมที่จริงจัง
บทที่
5: การถอดบทเรียนและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในสถานประกอบการ
การวิเคราะห์กรณีศึกษาของสามองค์กรชั้นนำ (AAT, Yamaha, และ NT/รัฐวิสาหกิจ)
แสดงให้เห็นถึงแนวปฏิบัติที่ดีเยี่ยมที่ควรนำไปขยายผลในระดับประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการบริหารจัดการความยืดหยุ่นและการลงทุนในสวัสดิการที่ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินของคนงาน
ตารางที่
5.1: การเปรียบเทียบแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านการคุ้มครองความเป็นมารดาและผู้ปกครอง
5.2 โมเดล AAT:
ความยืดหยุ่นในการปั๊มนมและการบริหารจัดการสายงานผลิต
AAT ซึ่งเป็นโรงงานประกอบรถยนต์และอยู่ในอุตสาหกรรมหนัก
ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความยืดหยุ่นด้านสวัสดิการสามารถทำได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดด้านการผลิตสูง
องค์กรได้ริเริ่มจัดทำ "ห้องมุมนมแม่" มานานกว่า 6-7
ปี
และใช้ระบบบริหารจัดการที่เป็นนวัตกรรมเพื่อความต่อเนื่องของการผลิต
นอกจากนี้
AAT ยังได้ริเริ่มสนับสนุนโลจิสติกส์น้ำนมแม่
โดยการอนุญาตให้พนักงานใช้บริการขนส่งของบริษัท (Messenger/Driver) ที่ส่งเอกสารให้กับบริษัทขนส่งเอกชนอยู่แล้ว
เพื่อนำน้ำนมแม่ที่เก็บสต็อกไว้ส่งกลับต่างจังหวัดได้ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ 1
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรเพื่อแก้ไขปัญหาการแยกตัวทางพื้นที่ของคนงาน
5.3 โมเดล Yamaha: สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนในที่ทำงาน (The Economic Incentive)
โมเดลของ Yamaha
มีจุดแข็งที่สำคัญที่สุดคือการจัดตั้งห้องเลี้ยงเด็กอ่อน/สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน
สำหรับเด็กอายุ 3 เดือนถึง 2 ขวบ
พร้อมพี่เลี้ยงดูแล
บริการนี้ยังรวมถึงการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับเด็ก เช่น
นมผงและผ้าอ้อมสำเร็จรูป
และที่สำคัญคือมีรถรับส่งเด็กถึงหน้าบ้าน
สวัสดิการของ
Yamaha ได้สร้างผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมที่วัดผลได้ชัดเจน
พนักงานผู้ใช้บริการยืนยันว่า การได้เจอหน้าลูกในช่วงพักกลางวันทำให้
"ดีต่อใจ" และ "หายเหนื่อย" 1 ในเชิงเศรษฐกิจ สวัสดิการนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้มากถึง ประมาณ
10,000 บาทต่อเดือน
(รวมค่าจ้างพี่เลี้ยง, ค่านมผง, และค่าผ้าอ้อม)
1
การประหยัดค่าใช้จ่ายที่สูงขนาดนี้ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่มีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของคนงาน
ผู้บริหารและสหภาพแรงงานเห็นตรงกันว่าสวัสดิการนี้เป็น
"ประโยชน์ต่างตอบแทน" (Win-Win)
เพราะเมื่อพนักงานไม่ต้องเป็นห่วงบุตร ก็จะมีกำลังใจและแรงในการทำงานเพิ่มขึ้น
นำมาซึ่งความทุ่มเทและความเสียสละในการทำงานมากขึ้น ทำให้ผลผลิตของบริษัทออกมาดี มีคุณภาพและมีความทุ่มเทโดยไม่ต้องร้องขอ
การลงทุนในสวัสดิการมารดาจึงเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการรักษาบุคลากรคุณภาพและสร้างความจงรักภักดีในองค์กร
5.4 โมเดล NT/รัฐวิสาหกิจ: บทบาทนำของสหภาพแรงงาน
กรณีของบริษัท NT (รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม)
แสดงให้เห็นถึงพลังของการขับเคลื่อนสวัสดิการจากภาคแรงงานเอง
แม้ว่าองค์กรจะไม่มีมุมนมแม่มาก่อน
แต่สหภาพแรงงานเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งมุมนมแม่โดยใช้พื้นที่ว่างของสหภาพ และยังสามารถบริการคุณแม่บริเวณนั้นได้อีก แม้จำนวนผู้ใช้บริการจะยังไม่มาก
แต่การมีมุมนมแม่ที่สะดวกและเป็นส่วนตัวนี้ได้สร้างผลเชิงจิตวิทยาที่สำคัญ โดยเป็น
"สัญลักษณ์"
ที่สร้างความมั่นใจให้กับพนักงานหญิงและส่งเสริมให้คนตัดสินใจมีบุตรมากขึ้น
สหภาพแรงงานยังได้ผลักดันข้อเสนอนโยบายที่กว้างกว่านั้น
โดยเสนอให้ใช้กลไกของรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง (เช่น ไปรษณีย์,
บขส.) ให้เป็น "กลไกรัฐ"
ในการขนส่งน้ำนมแม่กลับภูมิลำเนา
ซึ่งเป็นการขยายบทบาทของรัฐวิสาหกิจในการสร้างความมั่นคงทางสังคม
บทที่ 6: ผลตอบแทนทางสังคมและเศรษฐศาสตร์ของการลงทุนในสวัสดิการมารดา
การคุ้มครองความเป็นมารดาและผู้ปกครองควรถูกมองว่าเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
ไม่ใช่เพียงภาระค่าใช้จ่ายทางสังคม
6.1 ผลตอบแทนต่อองค์กร (Employer Benefits): การลดต้นทุนและการเพิ่มผลิตภาพ
ข้อมูลจากการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงานส่งผลดีต่อผลกำไรของบริษัทอย่างชัดเจน
1. การลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพ:
การสนับสนุนด้านการให้นมบุตรในที่ทำงานช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงาน (Turnover)
เพิ่มผลิตภาพในการทำงาน และลดการขาดงาน 4
การลดอัตราการขาดงานเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากบุตรที่ดื่มนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน จะมีอัตราการเจ็บป่วยต่ำกว่าบุตรที่ดื่มนมผง
2. อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI):
การลงทุนในโครงการสนับสนุนสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน
ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการให้นมบุตร คาดว่าจะมีผลตอบแทนอยู่ที่ 2-3 เท่า
3. ผลตอบแทนสูงสุดจากศูนย์เลี้ยงเด็ก:
สำหรับการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนในที่ทำงาน มีรายงานวผลตอบแทนคืน 7 เท่าของการลงทุน ซึ่งยืนยันจากกรณีของ Yamaha ที่ช่วยให้พนักงานประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 10,000 บาทต่อเดือน
การลงทุนนี้จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านแรงงานและเสริมสร้างความจงรักภักดีของพนักงาน
4. นโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงขององค์กร
(Reputation)
และดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพสูงสุดในตลาดแรงงานที่กำลังหดตัว
การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อหลักการ ESG (Environmental,
Social, and Governance) ขององค์กร
6.2 ผลตอบแทนต่อสังคม (Societal Benefits): การสร้างประชากรที่มีคุณภาพ
ในระดับมหภาค
การสนับสนุนการให้นมแม่เป็นวาระแห่งชาติที่ให้ผลตอบแทนด้านสาธารณสุขและการพัฒนาประเทศ
การปรับปรุงสุขภาพของทารกและมารดาผ่านการให้นมแม่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของภาครัฐ
การลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และลดการเจ็บป่วย องค์การอนามัยโลก (WHO)
ระบุว่าการให้นมแม่เป็นการแทรกแซงเชิงป้องกันอันดับหนึ่งในการรักษาชีวิตทารกและมารดาทั่วโลก
ดังนั้น
การรับรองว่าเด็กทุกคนในประเทศไทยได้รับนมแม่ครบ 6 เดือน
จึงเป็นมาตรการเชิงนโยบายเพื่อรับรองพื้นฐานด้านสุขภาพและพัฒนาการด้านสติปัญญาและอารมณ์
(IQ/EQ)
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเสริมสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต
6.3 ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอื่นๆ:
การอุดหนุนเพื่อแรงจูงใจในการมีบุตร
นอกเหนือจากสวัสดิการในที่ทำงาน การแก้ไขวิกฤตประชากรต้องรวมถึงการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวแรงงาน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย เคยผลักดันเงินอุดหนุนเด็กเล็กแรกเกิดคนละ 3,000 บาทอาบุ 0-12 ปี เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ รัฐบาลควรพิจารณาการอุดหนุนค่าใช้จ่ายเด็กอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อเป็นแรงจูงใจที่สำคัญให้คนงานที่ยากจนตัดสินใจมีบุตร โดยการสนับสนุนเหล่านี้ต้องเป็นนโยบายของรัฐบาลโดยตรง ไม่ใช่เพียงสวัสดิการในสถานประกอบการเท่านั้น
บทที่ 7:
ข้อเสนอนโยบายเพื่อการสร้างความมั่นคงทางสังคมและแรงงาน
ข้อเสนอนโยบายต่อไปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อนำไปใช้ในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย
(Policy Brief)
โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากกรณีศึกษา และความจำเป็นทางสรีรวิทยาและเศรษฐศาสตร์
ตารางที่
7.1: สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการสร้างความมั่นคงทางสังคมและแรงงาน
(Policy
Brief Matrix)
7.2 ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านเวลาและสิทธิการลา (Time and Leave Rights)
การแก้ไขกฎหมายเวลาพักปั๊มนม:
รัฐบาลควรแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้กำหนดระยะเวลาพักปั๊มนมที่ได้รับค่าจ้างอย่างชัดเจนที่
30-40
นาทีต่อครั้ง
เพื่อให้เพียงพอต่อกระบวนการปั๊มนมที่สมบูรณ์ 1
และต้องกำกับดูแลให้สถานประกอบการนำระบบบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นมาใช้ (เช่น โมเดล Working Tag/Relief
Man ของ AAT)
เพื่อให้มารดาสามารถเข้าปั๊มนมได้ทันทีเมื่อน้ำนมคัด
โดยไม่กระทบต่อสายการผลิตโดยรวม
การขยายวันลาคลอด:
การผลักดันให้มีการเพิ่มวันลาคลอดที่ได้รับค่าจ้างเป็น 180 วัน
ถือเป็นเป้าหมายระยะยาวที่สำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับคำแนะนำทางการแพทย์ 6 เดือนแรกของบุตร และเพิ่มโอกาสที่เด็กจะได้รับนมแม่ตามมาตรฐานโลก
7.3 ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities and Accessibility)
การบังคับใช้ศูนย์เลี้ยงเด็ก:
ควรมีการกำหนดให้สถานประกอบการขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหญิงเกินเกณฑ์ที่กำหนดต้องจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนในที่ทำงาน
(เช่น โมเดล Yamaha)
รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
และกระทรวงแรงงาน ควรจัดหาการสนับสนุนด้านการเงิน
(เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือเงินอุดหนุนตั้งต้น) และสนับสนุนด้านบุคลากร
(พี่เลี้ยงที่มีมาตรฐาน) เพื่อลดภาระการลงทุนเริ่มต้นของเอกชน
มาตรฐานมุมนมแม่:
รัฐควรมีงบประมาณสนับสนุนและจัดหาอุปกรณ์มาตรฐาน ราคาไม่แพงจนเกินไป (เช่น
ตู้เย็น/ตู้ฟรีซเซอร์สำหรับเก็บนม) ให้กับองค์กรขนาดเล็ก
หรือแม้แต่สนับสนุนสหภาพแรงงานให้สามารถจัดตั้งมุมนมแม่ที่ได้มาตรฐานสุขาภิบาล
7.4 ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านโลจิสติกส์และการขนส่งน้ำนมแม่ (Logistics Policy Imperatives)
เนื่องจากปัญหาหลักคือการแยกตัวทางภูมิศาสตร์
การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ
การพึ่งพาการขนส่งภายในของเอกชนอย่างเดียว (เช่น AAT) ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาระดับชาติ
การใช้กลไกรัฐวิสาหกิจเป็นโครงสร้างพื้นฐาน:
รัฐบาลควรออกนโยบายให้หน่วยงานรัฐด้านการขนส่งที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ
เช่น ไปรษณีย์ไทย,
บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), และสายการบินแห่งชาติ
เข้ามาเป็นผู้ให้บริการหลักใน "โครงการโลจิสติกส์นมแม่แห่งชาติ"
ความครอบคลุมและมาตรฐาน:
บริการขนส่งนี้ควรได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่หรือเกือบเต็มที่เพื่อเข้าถึงแรงงานทุกระดับ
โดยต้องมีการกำหนดมาตรฐานการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain)
เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำนมแม่ตลอดเส้นทาง
การดำเนินการนี้จะช่วยให้เด็กในต่างจังหวัดมีโอกาสได้รับนมแม่ต่อเนื่องเป็นเวลา 6
เดือน แม้ว่ามารดาจะทำงานอยู่ในเขตอุตสาหกรรมก็สามารถจัดส่งโดยสะดวก
มั่นใจคุณภาพถึงลูกน้อย
บทที่ 8:
ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จและการขับเคลื่อนนโยบาย
ความสำเร็จของการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสามฝ่ายที่แข็งแกร่ง
(รัฐบาล, นายจ้าง, และแรงงาน)
8.1 บทบาทของสหภาพแรงงาน:
กลไกขับเคลื่อนความต้องการที่แท้จริง
สหภาพแรงงานและสมาพันธ์แรงงาน (เช่น สสรท., สรส.)
ถือเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ในการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความทุกข์ยากของคนงาน
และเป็นพลังในการเจรจาต่อรองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติการ การมีส่วนร่วมของสหภาพเป็นสิ่งสำคัญในการถ่ายทอดความต้องการทางสรีรวิทยาของมารดา
(เช่น ความต้องการเวลาปั๊มนม 30-40 นาที)
ให้ฝ่ายบริหารได้รับทราบและนำไปสู่การปรับปรุงปฏิบัติการจริง
เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นใน Yamaha และ NT
8.2 บทบาทของภาครัฐ: การเป็นโมเดลและผู้กำกับดูแล
ภาครัฐควรใช้รัฐวิสาหกิจเป็น "โมเดลนำร่อง"
ในการนำข้อเสนอนโยบายใหม่ ๆ มาปฏิบัติก่อนขยายผลไปสู่ภาคเอกชน ตัวอย่างเช่น รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคม (NT)
ควรนำร่องในการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนและมุมนมแม่ตามมาตรฐานในทุกหน่วยงาน
และรัฐวิสาหกิจขนส่งควรเป็นแกนหลักในโครงการโลจิสติกส์นมแม่แห่งชาติ
นอกจากนี้
หน่วยงานกำกับดูแล เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ควรเปลี่ยนจากการเน้นการปฏิบัติตามกฎหมายขั้นต่ำ
ไปสู่การสนับสนุนและยกย่องแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด
โดยเฉพาะการดำเนินการที่ให้ความยืดหยุ่นในการปั๊มนมแบบไม่จำกัดเวลา (เช่น โมเดล AAT) และการสนับสนุนการเลี้ยงลูกในบริษัทโดยมีพี่เลี้ยง
(เช่น โมเดล YAMAHA ) เป็นต้น
8.3 การสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นมิตรต่อครอบครัว
เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในสวัสดิการที่สูงกว่ามาตรฐาน
รัฐบาลควรจัดตั้ง "รางวัลแม่และเด็กดีเด่นแห่งชาติ" เพื่อยกย่ององค์กรที่ให้สวัสดิการครอบคลุมและยืดหยุ่น
การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นมิตรต่อครอบครัวนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม
(ESG)
และส่งผลเชิงบวกต่อการดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพในระยะยาว
การเปลี่ยนกรอบความคิดนี้จะทำให้ภาคเอกชนมองเห็นว่าสวัสดิการมารดาคือการลงทุนที่ให้ผลกำไร
ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย ที่สูญเสียโดยเปล่า
แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาทั้งแม่และลูกน้อย คือคุณค่าที่สร้างสรรค์ชีวิตมนุษย์ที่เป็นอนาคตของการพัฒนาชาติต่อไป เพราะ อนาคตเด็ก คือ อนาคตชาติ
รายงานอ้างอิง
Works
cited
1.
AAT สรุปถอดสัมภาษณ์งานพี่หมอ
.docx
2.
'เกิดน้อย' ระเบิดเวลาลูกใหญ่ คนไทยวิกฤติ 'ตายมากกว่าเกิด'
4 ปีซ้อน - กรุงเทพธุรกิจ, accessed on November 8, 2025, https://www.bangkokbiznews.com/health/social/1200791
3.
ทารกไทยได้กินนมแม่
6 เดือนแรก แค่ 28% เสี่ยงเจ็บป่วย ด้อยพัฒนาการ | The Active, accessed on November
8, 2025, https://theactive.thaipbs.or.th/news/publci-health-20240812
4.
The ROI of Breastfeeding -
Mamava, accessed on November 8, 2025, https://www.mamava.com/why-buy-blog/the-roi-of-breastfeeding
5.
Benefits to Employers Who Support
Breastfeeding - Maryland Department of Health, accessed on
November 8, 2025, https://health.maryland.gov/phpa/mch/documents/benefitsbreastfeedingsupportemployers.pdf
6.
ลงทุนในเด็กผลตอบแทนคืน
7 เท่า
พม.สนับสนุนสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน - Matichon, accessed on
November 8, 2025, https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_41463
7.
ลงทุนในเด็กผลตอบแทนคืน
7 เท่า
พม.สนับสนุนสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน - Sanook.com,
accessed on November 8, 2025, https://www.sanook.com/money/360143/
บทที่ 9 ข้อมูลการสำรวจเชิงปริมาณ
ข้อมูลสำรวจเชิงปริมาณ โดยการตอบแบบสำรวจผ่าน GOOGLE
FORM จำนวนประมาณ ๕๐๐ คน
พร้อมวิเคราะห์ผลสำรวจเชิงสถิติ จากการตอบคำถาม
แบบสำรวจความคิดเห็นเชิงนโยบายเรื่องสิทธิความเป็นมารดา
สวัสดิการสังคมและ การคุ้มครองมารดาเพื่อสร้างความสมดุล
ครอบครัวเข้มแข็ง จากวิกฤติเด็กเกิดน้อย ของคนทำงานองค์กรภาคเอกชน
ใน-นอกระบบ
รัฐวิสาหกิจและภาครัฐ
ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม
1.เพศ
ชาย
หญิง
ไม่ประสงค์ระบุ
2.อาชีพ
พนักงานบริษัทเอกชน
(ในระบบ)
คนทำงาน นอกระบบ
รัฐวิสาหกิจ
รับราชการ
อื่นๆ:
3. ช่วงอายุของท่าน
อายุ 18- 20 ปี
อายุ 21-30 ปี
อายุ 31-40 ปี
อายุ 41-50 ปี
อายุ 51-60 ปี ขึ้นไป
4. ระดับการศึกษา
ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี
ระดับปริญญาตรี
สูงกว่าระดับปริญญาตรี
5. ระยะเวลาที่ทำงานของท่าน
น้อยกว่า 1 ปี
1-2 ปี
3-5 ปี
5-10 ปี
10 ปี ขึ้นไป
6. อาชีพของคุณ
เข้าถึงสิทธิมาตราประกันสังคมใด
ประกันสังคม ม. 33
ประกันสังคม ม. 39
ประกันสังคม ม. 40
ไม่ได้อยู่ในมาตราใดๆ
7. กรณีคุณแม่ คลอดบุตร
มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณเท่าไหร่
ครั้งละประมาณ 10,000 -20,000 บาท
ครั้งละประมาณ 20,000 -30,000 บาท
ครั้งละประมาณ 30,000 -40,000 บาท
อื่นๆ:
8. ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงบุตร 1
คนต่อเดือน ที่พ่อแม่ต้องจ่าย ทั้งเลี้ยงเอง หรือส่งไปให้ ปู่ย่า
ตายาย ที่ต่างจังหวัดโดยประมาณ
เดือนละประมาณ 5,000 -8,000 บาท
เดือนละประมาณ 8,000 -10,000 บาท
เดือนละประมาณ 10,000 - 15,000 บาท
อื่นๆ:
9. องค์กรของท่านคนทำงานหญิง
มีสิทธิลาคลอดได้กี่วัน
ตามกฎหมาย 90 วัน (บริษัทจ่าย 45วัน
ประกันสังคมจ่าย 45 วัน)
มากกว่ากฎหมายกำหนด 91-120 วัน
( บริษัทจ่ายเต็มแยกจากประกันสังคม)
มากกว่ากฎหมายลาคลอดได้ 121-180 วัน
(บริษัทจ่ายเต็มแยกจากประกันสังคม)
คนทำงานหญิงมีสิทธิลาคลอดมากกว่า 180 วัน
ไม่สามารถลาได้ หรือ อื่นๆ……………………………………
10.
องค์กรของท่านมีสิทธิให้บิดาลาเพื่อช่วยเหลือแม่และเด็กระหว่าคลอดได้กี่วัน
ตามกฎหมายราชการ
และรัฐวิสาหกิจ 15 วัน
มากกว่ากฎหมายกำหนด
ระหว่าง 15-30
วัน (บริษัทจ่ายเต็ม)
ลาได้มากกว่า 30 วัน ได้รับค่าจ้าง
สามารถ ลาได้
แต่ไม่ได้รับค่าจ้างจากองค์กรต้นสังกัด
ไม่สามารถลาได้ หรือ อื่นๆ…………………………………..
11. องค์กรของท่านมี ห้องมุมนมแม่
มุมปั๊มนม เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดได้พักผ่อนและจัดเก็บน้ำนมหรือไม่
มีห้องมุมนมแม่
และมุมปั๊มน้ำนม รวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับมารดา
มีห้องพักผ่อน
แต่ยังไม่มีมุมปั๊มน้ำนม
ยังไม่มีทั้งห้อง
และยังไม่มี มุมปั๊มน้ำนม
อื่นๆ:
12.องค์กรของท่านมีการยื่นข้อเรียกร้องร่วมผ่านสหภาพแรงงานเพื่อปรับปรุงเรื่องสิทธิสวัสดิการให้คนทำงานหญิง
และครอบครัว หรือไม่
มีการยื่นข้อเรียกร้องร่วมโดยผ่านสหภาพแรงงาน
ถึงบริษัทเป็นประจำทุกปี
มีการยื่นข้อเรียกร้องกันเองโดยไม่มีสหภาพแรงงาน
ไม่มีสหภาพ
ไม่มีการยื่นข้อเรียกร้อง
อื่นๆ:
13.องค์กรของท่านมีการส่งน้ำนม
จากแม่ ไปสู่ลูกที่ต่างจังหวัดให้ ปู่ย่า ตายาย ที่เลี้ยงลูก หรือไม่
มีการส่งน้ำนม
จากแม่ไปสู่ลูกที่ต่างจังหวัด โดยผ่านบริษัท
มีการส่งน้ำนม
จากแม่ไปสู่ลูกที่ต่างจังหวัด โดยการส่งเอง
ไม่มี การส่ง
หลังกลับจากลาคลอดแล้ว
อื่นๆ:
14. หากลูกของท่านอยู่ต่างจังหวัด
ท่านคิดว่าการขนส่งน้ำนมจากแม่ สู่ลูกน้อย ด้วยวิธีใด
ที่ท่านสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีคุณภาพ ไร้ความกังวล
ขนส่งทางรถทัวร์ เอกชน
และ ภาครัฐ (บขส.)
ขนส่งทางไปรษณีย์ เอกชน
และ ภาครัฐ
ขนส่งทางรถไฟสาธารณะ
ขนส่งทางเครื่องบิน
เอกชน และ การบินไทย
ขนส่งด้วนวิธีอื่น
เช่นการบริการของบริษัทที่ทำงานอยู่ และอื่นๆระบุ…………
15. ท่านเห็นด้วยกับการให้เวลา
คุณแม่ หลังคลอด ในการปั๊มน้ำนมและจัดเก็บในตู้เย็น ในช่วงเวลาเบรก
เช้า-บ่าย เพิ่มขึ้นหรือไม่
เห็นด้วยกับการให้เพิ่มเวลาอีก
10-15
นาทีจากเวลาพักเบรกปรกติ ในการปั๊มนม
เห็นด้วยกับการให้เพิ่มเวลาอีก
15-20
นาทีจากเวลาพักเบรกปรกติ ในการปั๊มนม
เห็นด้วยกับการให้เพิ่มเวลาอีก
20-30
นาทีจากเวลาพักเบรกปรกติ ในการปั๊มนม
ไม่ระบุเวลาจนกว่าจะเสร็จภาระกิจ หรือ อื่นๆ
ระบุ………………………
ส่วนที่ 2 แนวทางการส่งเสริมสิทธิความเป็นมารดาเพื่อปรับปรุงสวัดิการทางสังคม
ตอบคำถามแบบ มากที่สุด
,มาก ,น้อย ,น้อยที่สุด
1. ท่านเห็นด้วยกับองค์กรของท่านให้คนทำงานหญิง
มีสิทธิลาคลอดได้ 120-180 วัน
เพื่อสร้างความอบอุ่นกับครอบครัว
2. ท่านเห็นด้วยกับองค์กรของท่านมีสิทธิให้บิดาลาเพื่อช่วยเหลือแม่และเด็กระหว่าคลอด
ได้ 15-30 วัน เหมือนราชการ
3. ท่านเห็นด้วยกับองค์กรของท่านมี
ห้องมุมนมแม่ มุมปั๊มนม
เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดได้พักผ่อนและจัดเก็บน้ำนม
เพื่อให้ลูกโอกาสได้ดื่มนมคุณภาพจากแม่อย่างน้อง 180 วัน
4. ท่านเห็นด้วยกับการยื่นข้อเรียกร้องร่วมผ่านสหภาพแรงงานเพื่อปรับปรุงเรื่องสิทธิสวัสดิการให้คนทำงานหญิง
และครอบครัว
5. ท่านเห็นด้วยกับองค์กรของท่านมีการส่งน้ำนม
จากแม่ ไปสู่ลูกที่ต่างจังหวัดให้ ปู่ย่า ตายาย ที่เลี้ยงลูกเพื่อเกิดความสมดุล
6. ท่านเห็นด้วยกับการให้เวลา
แม่ ในการปั๊มน้ำนมและจัดเก็บในตู้เย็น ในช่วงเวลาเบรก เช้า-บ่าย
เพื่อนมที่มีคุณภาพสำหรับลูก
7. ท่านเห็นด้วยกับการยื่นข้อเรียกร้องให้มีพนักงานมาเลี้ยงลูกแทนพ่อแม่
หลังจากกลับมาทำงาน จนถึง 2 ขวบ เพื่อลดภาระครอบครัว
8. ท่านเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลควรส่งเสริมโครงการส่งน้ำนม
จากแม่สู่ลูก โดยผ่านช่องทางรถสาธารณะ หรือส่งทางเครื่องงบินโดยสาร
ที่มีคุณภาพปลอดภัย ในราคาที่ไม่แพง (กรณีที่ลูกอยู่ต่างจังหวัด)
9. ท่านเห็นด้วยให้รัฐบาลมีมาตรการลดภาษี
ลดราคาสินค้าที่ใช้ในกลุ่มเปราะบาง เช่นสินค้าสำหรับเด็ก: ผู้ป่วย และคนชรา ฯลฯ
10. ท่านเห็นด้วยที่รัฐบาลจะรับรองอนุสัญญา
ILO 183 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดา
และส่งเสริมให้มีกฎหมายครอบคลุมคนทำงาน ทุกอาชีพ ที่เท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
11. ท่านเห็นด้วยกับการแก้ไข
พ.ร.บ การละเมิดสิทธิ การเลิกจ้างหญิงตั้งครรภ์ในทุกกรณี และ การคุกคามทางเพศ
ให้ลงโทษสถานหนัก เป็นคดีอาญาไม่สามารถยอมความได้
12. ท่านเห็นด้วยกับการให้หน่วยงานรัฐมีส่วนสนับสนุนส่งเสริมการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งเช่น
ศูนย์เลี้ยงเด็ก ย่ายายในชุมชน
หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อเตรียมการเรียนรู้ให้เด็กก่อนเข้าเรียน
โดยรัฐจัดสรรงบประมาณแม่และเด็ก และกระจายสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
13. ท่านเห็นด้วยกับองค์กรของท่านให้คนทำงานหญิง
มีสิทธิลาคลอดได้ 120-180 วัน
เพื่อสร้างความอบอุ่นกับครอบครัว
14. ท่านเห็นด้วยกับองค์กรของท่านมีสิทธิให้บิดาลาเพื่อช่วยเหลือแม่และเด็กระหว่าคลอด
ได้ 15-30 วัน เหมือนราชการ
15. ท่านเห็นด้วยกับองค์กรของท่านมี
ห้องมุมนมแม่ มุมปั๊มนม
เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดได้พักผ่อนและจัดเก็บน้ำนม
เพื่อให้ลูกโอกาสได้ดื่มนมคุณภาพจากแม่อย่างน้อง 180 วัน
16. ท่านเห็นด้วยกับการยื่นข้อเรียกร้องร่วมผ่านสหภาพแรงงานเพื่อปรับปรุงเรื่องสิทธิสวัสดิการให้คนทำงานหญิง
และครอบครัว
17. ท่านเห็นด้วยกับองค์กรของท่านมีการส่งน้ำนม
จากแม่ ไปสู่ลูกที่ต่างจังหวัดให้ ปู่ย่า ตายาย ที่เลี้ยงลูกเพื่อเกิดความสมดุล
18. ท่านเห็นด้วยกับการให้เวลา
แม่ ในการปั๊มน้ำนมและจัดเก็บในตู้เย็น ในช่วงเวลาเบรก เช้า-บ่าย
เพื่อนมที่มีคุณภาพสำหรับลูก
19. ท่านเห็นด้วยกับการยื่นข้อเรียกร้องให้มีพนักงานมาเลี้ยงลูกแทนพ่อแม่
หลังจากกลับมาทำงาน จนถึง 2 ขวบ เพื่อลดภาระครอบครัว
20. ท่านเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลควรส่งเสริมโครงการส่งน้ำนม
จากแม่สู่ลูก โดยผ่านช่องทางรถสาธารณะ หรือส่งทางเครื่องงบินโดยสาร
ที่มีคุณภาพปลอดภัย ในราคาที่ไม่แพง (กรณีที่ลูกอยู่ต่างจังหวัด)
21. ท่านเห็นด้วยให้รัฐบาลมีมาตรการลดภาษี
ลดราคาสินค้าที่ใช้ในกลุ่มเปราะบาง เช่นสินค้าสำหรับเด็ก: ผู้ป่วย และคนชรา ฯลฯ
22. ท่านเห็นด้วยที่รัฐบาลจะรับรองอนุสัญญา
ILO 183 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดา
และส่งเสริมให้มีกฎหมายครอบคลุมคนทำงาน ทุกอาชีพ ที่เท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
23. ท่านเห็นด้วยกับการแก้ไข
พ.ร.บ การละเมิดสิทธิ การเลิกจ้างหญิงตั้งครรภ์ในทุกกรณี และ การคุกคามทางเพศ
ให้ลงโทษสถานหนัก เป็นคดีอาญาไม่สามารถยอมความได้
สรุปผลการสำรวจเชิงปริมาณ ผู้ร่วมสำรวจจำนวนทั้งหมด 511 ราย
วิเคราะห์ข้อมูล สถิติ
จากการสำรวจเชิงปริมาณ
บทที่
10
ภาคผนวกที่ 1 ที่มาก่อนทำงานวิจัย สสรท.& สรส ผลักดันรณรงค์ และยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เรื่องวันลาคลอด 180 วัน พ่อลาดูแลบุตร 30 วัน และมุมนมแม่ มายาวนานทุกปี
ขอแสดงความนับถือ










ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น